สรุปเนื้อหากลุ่มที่ 8 ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและปฏิบัติของวิชาชีพ : วินัยและการรักษาวินัย,คุณธรรมจริยธรรมและค่านิยม,มาตรฐานวิชาชีพ,จรรยาบรรณวิชาชีพและสมรรถวิชาชีพ
วินัยและการรักษาวินัย
ความหมายของวินัย
การมีวินัยเป็นความคาดหวังของสังคมที่จะให้บุคคลประพฤติปฏิบัติตนในสิ่งที่ถูกที่ควรอันจะส่งผลให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนเองและสังคมได้แก่การประกอบสัมมาอาชีพด้วยความขยันหมั่นเพียรมีความรับผิดชอบปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบและแบบธรรมเนียมของสังคม คำว่า “วินัย” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542 หมายถึงระเบียบแบบแผนและข้อบังคับ, ข้อปฏิบัติ “วินัย” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Discipline หมายถึงเครื่องควบคุมพฤติกรรมของคน
ในทางการบริหารนั้น “วินัย” มีความหมายไปในหลายลักษณะเช่นลักษณะที่เป็นการควบคุมตนเอง (Self Control) โดยมุ่งพิจารณาวินัยในแง่การพัฒนาตนเองเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการซึ่งเรียกว่าอัตวินัย (Self Discipline)
วินัยข้าราชการอาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 ความหมายคือ
1. หมายถึงระเบียบกฎเกณฑ์แบบแผนความประพฤติที่ทางราชการกำหนดให้ ข้าราชการยึดถือและปฏิบัติ
2. หมายถึงลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ข้าราชการแสดงออกมาในทางที่ถูกที่ควรเป็นการควบคุมตนเองให้แสดงพฤติกรรมที่ถูกระเบียบหลักเกณฑ์หรือแบบแผนที่ทางราชการกำหนดไว้
ดังนั้นวินัยจึงหมายถึงกฎเกณฑ์ข้อบังคับหรือแบบแผนความประพฤติที่ควบคุมพฤติกรรมของคนในองค์กรให้เป็นไปในแนวทางที่พึงประสงค์
ความสำคัญของวินัยที่มีต่อการศึกษา
เป้าหมายที่แท้จริงในการส่งเสริมให้ครูมีวินัยนั้นมิใช่อยู่ที่ครูแต่อยู่ที่ตัวนักเรียนกล่าวคือถ้าครูมีวินัยความมีวินัยของครูจะส่งผลไปถึงนักเรียนด้วยเช่นครูจะตั้งใจอบรมสั่งสอนนักเรียนอย่างเต็มกำลังความสามารถจะประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนจะชักนำให้เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางจิตวิทยาถือว่าวัยเด็กเป็นวัยที่สามารถจดจำและเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ที่ใกล้ชิดและผู้ที่ตนเคารพนับถือหากเด็กที่ได้ครูมีระเบียบวินัยเด็กก็จะลอกเลียนพฤติกรรมที่ดีของครูซึ่งอาจจะทำให้เป็นเด็กที่มีระเบียบวินัยเช่นเดียวกับครูด้วยซึ่งนั่นย่อมหมายถึงความสำเร็จในการจัดการศึกษาของชาติแต่หากไม่สามารถส่งเสริมให้ครูเป็นผู้มีวินัยได้แล้วการจัดการศึกษาจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก
จุดมุ่งหมายของวินัย
องค์กรทุกองค์กรไม่ว่าในภาครัฐหรือภาคเอกชนย่อมมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือความสำเร็จหรือการบรรลุเป้าหมายขององค์กรปัญหาว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในองค์กรปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรตามเป้าหมายที่วางไว้ การจัดการเกี่ยวกับบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะคนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนางานพัฒนาองค์กรตลอดจนถึงการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืององค์กรทุกองค์กรล้วนแต่มุ่งแสวงหามาตรการในการนำทรัพยากรบุคคลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรอาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าขององค์กรมีผลมาจากการมีทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมีคุณค่าและมีวินัยเสมอ
การรักษาวินัย
การรักษาวินัยหมายถึงการที่ข้าราชการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางวินัยตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างเคร่งครัดระมัดระวังดูแลป้องกันไม่ฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงหากพบว่ามีการกระทำผิดผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการทางวินัยทันทีเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่นการรักษาวินัยที่ดีนั้นนอกจากเกิดจากตัวข้าราชการเองที่จะต้องเรียนรู้สำนึกและตระหนักในหน้าที่แล้วผู้บังคับบัญชาก็จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีดูแลส่งเสริมและพัฒนาให้ข้าราชการมีวินัยด้วย
บทบาทของผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการรักษาวินัย
(1) เสริมสร้างและพัฒนาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้มีวินัย
(2) ป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย
(3) ดำเนินการทางวินัยผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
วัตถุประสงค์ของการรักษาวินัย
(1) เพื่อส่งเสริมคุณภาพและประสิทธิภาพของข้าราชการและรักษาประโยชน์ของราชการ
(2) และมีจุดมุ่งหมายเพื่อธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของข้าราชการด้วย
ลักษณะของวินัย
วินัยมีลักษณะเป็นข้อบัญญัติเพื่อควบคุมและส่งเสริมให้ข้าราชการอยู่ในกรอบแห่งความประพฤติอันดีงามระเบียบวินัยโดยทั่วไปมีไว้เพื่อให้บุคคลในสังคมปฏิบัติร่วมกันในทิศทางและแนวทางเดียวกันเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสันติเคารพในสิทธิและหน้าที่ของกันและกัน
วินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหมายถึงข้อบัญญัติที่กำหนดเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. 2547 มาตรา 82 – มาตรา 97
ลักษณะความผิดทางวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. 2547 ได้กำหนดความผิดทางวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมไว้ค่อนข้างเข้มงวดและเคร่งครัดกว่าข้าราชการประเภทอื่นอาทิการกำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีไม่เฉพาะแก่ผู้เรียนเท่านั้นแต่ยังจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ชุมชนและสังคมอีกด้วยทั้งนี้ก็เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประพฤติปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดให้วิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพควบคุมและสอดคล้องกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 รวมถึงเพื่อให้ได้รับการยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไปด้วย
ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าการกำหนดความผิดทางวินัยของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ไว้อย่างเข้มงวดและเคร่งครัดโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมนั้นก็เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดระบบครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงและเป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของสังคมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ข้อกำหนดเรื่องวินัย
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 หมวด 6 บัญญัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติตามหมวดนี้โดยเคร่งครัดอยู่เสมอตั้งแต่มาตรา 82 ถึงมาตรา 97 ซึ่งอาจแยกได้ดังนี้
1. วินัยต่อประเทศชาติได้แก่สนับสนุนและวางรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2. วินัยต่อตำแหน่งหน้าที่ได้แก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
3. วินัยต่อผู้บังคับบัญชาได้แก่การปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งในหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย
4. วินัยต่อผู้เรียนได้แก่การอุทิศเวลาประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีช่วยเหลือเกื้อกูลเคารพสิทธิไม่ข่มเหงไม่ล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียน
5. วินัยต่อประชาชนได้แก่ให้การต้อนรับอำนวยความสะดวกให้ความเป็นธรรมไม่กลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชน
6. วินัยต่อผู้ร่วมงานได้แก่การรักษาความสามัคคีสุภาพเรียบร้อยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
7. วินัยต่อตนเองได้แก่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีรักษาชื่อเสียงไม่กระทำการใดๆให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
บทบัญญัติว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย
บทบัญญัติว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัยตามหมวด 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. 2547 มาตรา 82 ถึงมาตรา 97 มีดังนี้
มาตรา 82 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องรักษาวินัยที่บัญญัติเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ
จุดมุ่งหมายของมาตรานี้ถือเป็นหน้าที่ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนที่จะต้องรักษาวินัยโดยไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามและต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของวินัยโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ
มีข้อที่น่าสังเกตว่าจากบทบัญญัติดังกล่าวความผิดที่ได้กระทำก่อนมีสถานภาพเป็นข้าราชการหรือก่อนบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่อาจนำมาลงโทษทางวินัยได้ (สำนักงานก.พ. ที่นร 1011/ล 471 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2549)
มาตรา 83 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีหน้าที่วางรากฐานให้เกิดระบอบการปกครองเช่นว่านั้น
จุดมุ่งหมายของมาตรานี้ไม่ต้องการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
การกระทำที่เป็นการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้นอาจแสดงออกมาได้ทั้งทางกายและทางวาจาการกระทำที่เป็นการไม่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวเป็นความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรงเว้นแต่การกระทำนั้นจะเป็นการกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือเป็นการกระทำที่ถือได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบหรือมติคณะรัฐมนตรีจนเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงจึงจะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
องค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 83
1. กระทำการใดๆอันเป็นการไม่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2. ไม่วางรากฐานให้เกิดระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
มีการกระทำในลักษณะที่เป็นการคัดค้านต่อต้านหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งอาจแสดงออกโดย
- ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่างๆที่พึงกระทำในการปกครองระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งยุยงส่งเสริมไม่ให้ผู้อื่นไปใช้สิทธิดังกล่าวด้วย (ภาคทัณฑ์)
- พูดชักจูงให้ผู้อื่นฝักใฝ่ในการปกครองระบอบอื่น (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
มาตรา 84 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเสมอภาคและเที่ยงธรรมมีความวิริยะอุตสาหะขยันหมั่นเพียรดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของทางราชการและต้องปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด
ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
จุดมุ่งหมายของมาตรานี้ต้องการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตรักษาประโยชน์ของทางราชการไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและเนื่องจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาซึ่งเป็นวิชาชีพควบคุมต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพด้วย
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง
1. มีหน้าที่ราชการ 2. ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ซื่อสัตย์สุจริตเสมอภาคและเที่ยงธรรมหรือไม่มีความวิริยะอุตสาหะและขยันหมั่นเพียรหรือไม่ดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของทางราชการหรือ
3. ไม่ปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด
คำว่า“หน้าที่ราชการ” หมายความรวมถึงการไปปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่ราชการโดยตรงด้วยเช่นการปฏิบัติหน้าที่อื่นในรัฐวิสาหกิจหรือองค์การของรัฐเป็นต้นโดยให้ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับแต่งตั้งหรือตามที่ได้รับมอบหมายนั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการถ้าข้าราชการผู้นั้นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวินัยข้าราชการให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยในหน้าที่ราชการ
แต่ในกรณีที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์โรงเรียนหรือทำหน้าที่รับ – ส่งเงิ
ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
การปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้นข้าราชการผู้มีหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานที่ราชการหรือนอกสถานที่ราชการก็ได้ถ้าไม่มีกฎหมายบังคับไว้โดยเฉพาะว่าต้องปฏิบัติในสถานที่ราชการและการปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้นไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติในวันและเวลาทำงานตามปกติเสมอไปอาจปฏิบัติในวันหยุดราชการหรือนอกเวลาที่กำหนดให้ปฏิบัติราชการตามปกติก็ได้
การพิจารณาว่าข้าราชการผู้ใดมีหน้าที่ราชการในเรื่องใดหรือไม่นั้นมีแนวทางพิจารณาบางประการดังนี้
1. พิจารณาจากกฎหมายมาตรฐานทั่วไปหรือระเบียบที่กำหนดหน้าที่ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
2. พิจารณาจากมาตรฐานกำหนดตำแหน่งในมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งได้แสดงหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่งต่างๆไว้เมื่อใครดำรงตำแหน่งใดก็ย่อมมีหน้าที่ตามที่กำหนดไว้
3. พิจารณาจากคำสั่งหรือการมอบหมายของผู้บังคับบัญชาแม้จะไม่มีกฎหมายหรือมาตรฐานกำหนดตำแหน่งกำหนดให้เป็นหน้าที่ไว้แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งให้ผู้ใดทำหน้าที่ใดหรือมอบหมายหน้าที่ใดให้ผู้ใดปฏิบัติภายในขอบเขตอำนาจของผู้บังคับบัญชาก็ย่อมเป็นหน้าที่ราชการของผู้ที่ได้รับคำสั่งหรือรับมอบหมายที่จะต้องรับผิดชอบตามนั้นการมอบหมายอาจทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือมอบหมายด้วยวาจาหรือมอบหมายโดยพฤตินัยอย่างอื่นก็ได้
4. พิจารณาจากพฤตินัยโดยพิจารณาจากการที่ข้าราชการสมัครใจเข้าผูกพันตนเองยอมรับว่าเป็นหน้าที่ราชการที่ตนต้องรับผิดชอบ
คำว่า“ซื่อสัตย์” หมายความว่าปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมาไม่คดโกงไม่หลอกลวง
คำว่า“สุจริต” หมายความว่าปฏิบัติด้วยความมุ่งหมายในทางที่ดีที่ชอบตามทำนองคลองธรรม
คำว่า“เที่ยงธรรม” หมายความว่าปฏิบัติโดยไม่ลำเอียง
ส่วนการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพนั้นเนื่องจากกฎหมายปฏิรูปการศึกษาได้กำหนดให้ครูหรือผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเป็นวิชาชีพชั้นสูงจึงมุ่งหมายให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพที่คุรุสภากำหนดไว้เป็นข้อบังคับด้วย
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- ข้าราชการครูทำเฉลยข้อสอบให้นักศึกษาบางกลุ่มไปติวก่อนสอบด้วยความห่วงใยนักศึกษาเกรงว่าจะทำข้อสอบไม่ได้อันเป็นการช่วยเหลือนักศึกษาให้ได้คะแนนตามเกณฑ์การวัดผลโดยไม่ปรากฏว่ามีการเรียกร้องค่าตอบแทนจากนักศึกษาแต่อย่างใดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม (ภาคทัณฑ์)
- ส่งผลการสอบแก้ตัวของนักเรียนล่าช้าทำให้โรงเรียนไม่สามารถแจ้งผลการเรียนตามกำหนด (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ดูแลเอาใจใส่งานไม่ตรวจสอบเอกสารให้รอบคอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการหรือเกิดการทุจริต (ลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น)
- ฝ่าฝืนข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ (ภาคทัณฑ์)
ตามมาตรา 84 วรรคสองการพิจารณาว่าผู้ใดกระทำผิดวินัยตามวรรคนี้หรือไม่จะต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่าผู้นั้นมีอำนาจหน้าที่ราชการในเรื่องนั้นหรือไม่หากได้ความว่าผู้นั้นมีอำนาจหน้าที่ราชการในเรื่องนั้นจึงจะพิจารณาต่อไปว่าผู้นั้นได้อาศัยอำนาจหน้าที่นั้นหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่นั้นหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่และการอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการนั้นไม่จำเป็นจะต้องทำโดยตรงเพียงแต่ยอมให้ผู้อื่นทำหรือแม้แต่โดยทางอ้อมก็เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 84 วรรคสองแล้ว
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 84 วรรคสอง
1. มีอำนาจหน้าที่ราชการ
2. อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตน
3. หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- รับเงินหรือสิ่งของจากผู้มาติดต่อราชการเพื่ออำนวยความสะดวกเป็นกรณีพิเศษ (ภาคทัณฑ์)
- นำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ส่วนตัว (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- รับเงินส่วนลดจากร้านค้าโดยไม่ส่งคืนคลัง (ภาคทัณฑ์)
ตามมาตรา 84 วรรคสามเป็นการกำหนดลักษณะความผิดวินัยที่ร้ายแรงอย่างหนึ่งในกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการโดยให้นิยามหรือความหมายของการทุจริตต่อหน้าที่ราชการไว้ด้วยว่าการกระทำอย่างใดจึงจะเข้าลักษณะเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
การกระทำที่จะเป็นการกระทำผิดวินัยกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามวรรคสามนี้จะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนวรรคหนึ่งหรือวรรคสองมาแล้วแต่การกระทำผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองนั้นเป็นความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรงกรณีจะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงก็ต่อเมื่อเข้าเกณฑ์ตามวรรคสามนี้ด้วยและการที่จะพิจารณาว่าการกระทำผิดวินัยเช่นใดจะเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือไม่นั้นต้องเข้าองค์ประกอบดังนี้
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 84 วรรคสาม
1. ต้องมีหน้าที่ราชการที่จะต้องปฏิบัติ
2. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
3. เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
4. โดยมีเจตนาทุจริต
ผู้กระทำความผิดจะต้องมีการกระทำครบทั้ง 4 องค์ประกอบจึงจะเป็นการกระทำผิดวินัยกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการโดยอาจแยกอธิบายได้ดังนี้
1. ต้องมีหน้าที่ราชการที่จะต้องปฏิบัติ
อย่างไรเป็นหน้าที่ราชการและอย่างไรถือว่ามีหน้าที่ราชการดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
2. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ
คำว่า “ปฏิบัติหน้าที่ราชการ” หมายความว่าได้มีการปฏิบัติหน้าที่ราชการไปแล้วหรือได้มีการกระทำการตามหน้าที่ไปแล้ว
ส่วนคำว่า“ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ” หมายความว่ามีหน้าที่ราชการที่จะต้องปฏิบัติแต่ไม่ปฏิบัติหรืองดเว้นไม่กระทำการตามหน้าที่
การที่ไม่ปฏิบัติหรืองดเว้นไม่กระทำการตามหน้าที่จะเป็นความผิดกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเป็นการจงใจที่จะไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่โดยปราศจากอำนาจที่จะอ้างได้ตามกฎหมายกฎระเบียบหรือข้อบังคับและจะต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย
คำว่า“มิชอบ” หมายความว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทางราชการคำสั่งของผู้บังคับบัญชามติคณะรัฐมนตรีแบบธรรมเนียมของทางราชการหรือทำนองคลองธรรมซึ่งแยกพิจารณาได้ดังนี้
1) มิชอบด้วยกฎหมายระเบียบของทางราชการคำสั่งของผู้บังคับบัญชาหรือมติคณะรัฐมนตรี
หมายถึงปฏิบัติโดยไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาหรือมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายหรือระเบียบของทางราชการหรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้เช่นผู้อำนวยการโรงเรียนได้ประมูลหรือซื้อวัสดุสำนักงานจากร้านค้าของพวกพ้องของตนด้วยเจตนาที่จะให้ตนและพวกพ้องของตนได้ประโยชน์เป็นพิเศษโดยหลบเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการดังนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2535 เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
2) มิชอบด้วยแบบธรรมเนียมของทางราชการ
หมายถึงปฏิบัติโดยไม่เป็นไปตามแบบธรรมเนียมของทางราชการหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามแบบธรรมเนียมของทางราชการเช่นเจ้าหน้าที่พัสดุเสนอเรื่องอนุมัติซื้อวัสดุอุปกรณ์การศึกษาต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่ออนุมัติโดยไม่ผ่านรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามสายงานโดยมีเจตนาที่จะให้ตนเองหรือห้างร้านที่จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์การศึกษาได้ประโยชน์เป็นพิเศษเพราะถ้าเสนอผ่านรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะไม่ได้รับอนุมัติเนื่องจากรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารู้ดีว่าวัสดุชิ้นไหนมีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพมีราคาแพงหรือไม่แพงดังนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
3) มิชอบด้วยทำนองคลองธรรม
หมายถึงกระทำในทางที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไม่กระทำในทางที่ถูกที่ควรเช่นได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินมีหน้าที่วางฎีกาเบิกเงินค่าซื้อวัสดุสำนักงานให้แก่ร้านค้าผู้ขายหลายรายได้ทำเรื่องวางฎีกาเบิกเงินให้รายที่ให้ค่าตอบแทนเป็นส่วนตัวก่อนรายที่ไม่ได้ให้ค่าตอบแทนรายใดที่ให้ค่าตอบแทนเป็นส่วนตัวก็ทำให้เร็วส่วนรายใดที่ไม่ให้ค่าตอบแทนเป็นส่วนตัวก็ทำให้ช้าโดยมีเจตนาหน่วงเหนี่ยวเรื่องไว้ดังนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยถูกต้องตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรมทุกประการแล้วต่อมาภายหลังได้รับประโยชน์ส่วนตัวเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นในลักษณะ “ของขวัญ” หรือที่เรียกกันว่า “กินตามน้ำ” ไม่เข้าลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบจึงไม่เป็นความผิดกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา 84 วรรคสามแต่อาจเป็นความผิดกรณีอื่นเช่นประพฤติชั่วได้
3. มีเจตนาพิเศษเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
การปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบที่จะเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการได้นั้นต้องเป็นการกระทำเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดด้วย
คำว่า“ผู้อื่น” หมายถึงใครก็ได้ที่จะได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของข้าราชการผู้นั้น
คำว่า“ประโยชน์” หมายถึงสิ่งที่ได้รับอันเป็นคุณแก่ผู้รับซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินเช่นการได้รับบริการความสะดวกสบายหรือสิทธิพิเศษต่างๆเป็นต้น
คำว่า“มิควรได้” หมายถึงไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะได้รับประโยชน์ใดๆตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นในกรณีที่มีกฎหมายมาตรฐานทั่วไปกฎระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งใดกำหนดให้ข้าราชการได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นก็เป็นประโยชน์อันควรได้โดยชอบธรรมหรือโดยชอบด้วยเหตุผลแต่ต้องมิใช่เรียกร้องเอาเกินกว่าที่ควรจะได้ถ้าเป็นการเรียกร้องเอาเกินกว่าที่จะพึงได้แล้วก็เป็นการได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ด้วยเช่นเดียวกัน
4. โดยมีเจตนาทุจริต
การที่จะพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาลึกลงไปถึงเจตนาของผู้กระทำด้วยว่ามีเจตนาทุจริตหรือมีเถยจิตซึ่งหมายถึงจิตอันชั่วร้ายคิดเป็นโจรในการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมุ่งที่จะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยเรื่องนี้มีหนังสือสำนักงานก.พ. ที่นร 0611/ว 2 ลงวันที่ 30 มกราคม 2528 แจ้งแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาความผิดกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการให้ส่วนราชการต่างๆทราบและถือเป็นหลักปฏิบัติว่าการพิจารณาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการซึ่งผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษสถานหนักถึงขั้นไล่ออกหรือปลดออกจากราชการนั้นจะต้องมีพยานหลักฐานชัดเจนพอสมควรว่าผู้กระทำผิดมีเถยจิตหรือเจตนาทุจริตต่อหน้าที่ราชการด้วย
รวมความแล้วโดยปกติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพึงปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรมไม่พึงแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้หากผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเรื่องใดโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้และเข้าองค์ประกอบทั้ง 4 ประการดังกล่าวแล้วกรณีเป็นการกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ราชการอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงทั้งนี้ในการพิจารณาความผิดในกรณีเช่นนี้จะต้องพิจารณาโดยรอบคอบให้ได้ความหรือปรากฏหลักฐานแจ้งชัดจริงๆเพราะความผิดกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดที่ร้ายแรงมากซึ่งทางราชการไม่พึงประสงค์ที่จะให้บุคคลผู้ประพฤติเช่นนี้อยู่ในราชการหากลงโทษผู้ใดในความผิดกรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการไปแล้วจะทำให้ผู้นั้นหมดโอกาสที่จะกลับเข้ารับราชการอีกเพราะถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 30 (7) กรณีเป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย
ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงควรลงโทษไล่ออกจากราชการการนำเงินที่ทุจริตไปแล้วมาคืนหรือมีเหตุอันควรปรานีอื่นใดไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษลงเป็นปลดออกจากราชการตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่นร 0205/ว 234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536
ความผิดกรณีใช้สิทธิขอเบิกเงินจากทางราชการเป็นเท็จโดยเจตนาทุจริตฉ้อโกงเงินของทางราชการอย่างแน่ชัดเช่นการทุจริตเบิกเงินค่าเบี้ยเลี้ยงค่าพาหนะเดินทางและเงินอื่นในทำนองเดียวกันอันเป็นเท็จเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วตามหนังสือสำนักงานก.พ. ที่นร 0709.2/ว 8 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2536ไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้เนื่องจากไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน
กรณีทุจริตในการสอบให้ลงโทษสถานหนักมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่นร 0401/ว 50 ลงวันที่ 12 เมษายน 2511 จะเข้ากรณีทุจริตตามมาตรานี้หรือไม่ต้องดูว่าผู้กระทำมีหน้าที่ราชการหรือไม่หากเป็นผู้เข้าสอบกระทำการทุจริตในการสอบเป็นความผิดวินัยร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- นำเงินราชการที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว (ไล่ออก)
- เปิดเผยข้อสอบของตนหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนให้ผู้เข้าสอบหรือบุคคลอื่นทราบโดยได้รับค่าตอบแทนหรือประโยชน์อื่นใด (ไล่ออก)
- เบิก-ถอนเงินของโรงเรียนแล้วไม่นำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของทางราชการและไม่สามารถชี้แจงแสดงพยานหลักฐานการใช้จ่ายเงินที่เบิก-ถอนไปได้ (ไล่ออก)
มาตรา 85 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาลโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาลประมาทเลินเล่อหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
จุดมุ่งหมายของมาตรานี้เพื่อให้ข้าราชการตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนเป็นวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการและดูแลไม่ให้เกิดความเสียหายซึ่งหมายความรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยตรงและการปฏิบัติหน้าที่ราชการทั่วไปหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ข้าราชการต้องปฏิบัติด้วย
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาลโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน
3. เกิดความเสียหายแก่ราชการ
คำว่า“หน้าที่ราชการ” นอกจากความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 84 คือหน้าที่ราชการตามตำแหน่งและหน้าที่ราชการที่ได้รับมอบหมายแล้วยังหมายถึงหน้าที่ราชการทั่วไปที่กฎหมายกำหนดให้ข้าราชการทุกคนต้องปฏิบัติเช่นข้าราชการมีสิทธิขอลากิจลาป่วยหรือลาพักผ่อนได้ตามระเบียบการลาในขณะเดียวกันก็มีหน้าที่ต้องยื่นใบลาตามระเบียบของทางราชการด้วยการยื่นใบลาเป็นหน้าที่ราชการประการหนึ่งที่ข้าราชการจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่ทางราชการกำหนดการหยุดราชการเพราะป่วยแต่ไม่ส่งใบลาตามระเบียบการลาถือเป็นความผิดตามมาตรานี้
คำว่า“นโยบายของรัฐบาล” หมายถึง
1. นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา
2. นโยบายที่ได้กำหนดหรือสั่งการเป็นการเฉพาะเรื่อง
3. นโยบายพิเศษหรือนโยบายเฉพาะกิจที่รัฐบาลมอบหมายเป็นกรณีพิเศษ
นโยบายของรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวข้าราชการจะต้องทราบและตอบสนองเพื่อให้นโยบายบรรลุผลตามวัตถุประสงค์
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- อนุมัติให้จ่ายเงินทั้งที่ยังไม่มีการตรวจรับพัสดุจากกรรมการตรวจรับโดยไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต (ลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น)
- เบิกจ่ายเงินไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน)
- ออกใบเสร็จรับเงินค่าสมัครค่าลงทะเบียนจากนักเรียนโดยไม่มีสำเนาใบเสร็จทำให้เข้าใจผิดว่าต้นขั้วใบเสร็จรับเงินสูญหายทำให้ไม่มีหลักฐานเพื่อบันทึกลงบัญชีรับเงินประจำวัน (ภาคทัณฑ์)
- จัดเก็บเอกสารการเงิน - บัญชีหลักฐานการจ่ายเงินไม่ถูกต้องตามระบบบัญชีของทางราชการทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน)
- ไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเกี่ยวกับเรื่องการเงินการบัญชีการพัสดุการจัดซื้อจัดจ้าง (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- ไม่มาปฏิบัติราชการแต่มาลงเวลาย้อนหลัง (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- ไม่มาปฏิบัติราชการเพราะป่วยแต่ไม่ส่งใบลาตามระเบียบ (ภาคทัณฑ์)
มาตรา 85 วรรคสองการจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายการประมาทเลินเล่อไม่เอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงแยกองค์ประกอบได้ดังนี้
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 85 วรรคสอง
1. มีหน้าที่ราชการ
2. จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล
3. ประมาทเลินเล่อหรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ
4. เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ความในวรรคสองการกระทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการ“จงใจ”
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542 ให้ความหมายคำว่า“จงใจ” ว่าตั้งใจหมายใจเจตนา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 บัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ชีวิตก็ดีแก่ร่างกายก็ดีอนามัยก็ดีเสรีภาพก็ดีทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสองบัญญัติว่า “กระทำโดยเจตนาได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น”
แต่คำว่า“จงใจ” ตามความในวรรคสองนี้มีความหมายกว้างกว่าที่กล่าวมาแล้วกล่าวคือแม้การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของทางราชการมติคณะรัฐมนตรีและนโยบายรัฐบาลนั้นจะไม่ได้มุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการหรือไม่อาจเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นว่าจะเสียหายแก่ราชการได้ก็ตามถ้าการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำนั้นได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแล้วก็เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรานี้
การกระทำอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า“ประมาท” และ“เลินเล่อ” ไว้ดังนี้
“ประมาท” หมายความว่าขาดความรอบคอบขาดความระมัดระวัง
“เลินเล่อ” หมายความว่าขาดความระวังหรือไม่รอบคอบในสิ่งที่ควรกระทำ
ดังนั้นคำว่า“ประมาทเลินเล่อ” จึงหมายความว่าขาดความระมัดระวังไม่รอบคอบในสิ่งที่ควรกระทำ
การประมาทเลินเล่อซึ่งเป็นความผิดทางวินัยจะต้องเป็นการประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการการประมาทเลินเล่อมีได้ทั้ง“กระทำ” และ“ละเว้นการกระทำ” เช่นควบคุมห้องสอบไม่ดีเผลอจนมีผู้เข้าสอบคัดลอกคำตอบซึ่งกันและกันเป็นการ“กระทำ” โดยประมาทเลินเล่อหรือเป็นเจ้าหน้าที่การเงินลืมนำเงินสดเข้าเก็บรักษาในตู้นิรภัยเป็นเหตุให้เงินจำนวนนั้นสูญหายเป็นการ“ละเว้นการกระทำ” ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นต้น
สำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ราชการกรณีจะร้ายแรงเพียงใดนั้นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไปซึ่งความเสียหายที่ทางราชการได้รับอาจเป็นความเสียหายที่สามารถคำนวณเป็นราคาหรือเป็นความเสียหายที่เกิดกับภาพพจน์ชื่อเสียงของทางราชการก็ได้
กรณีตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลปกครอง
(1) กรณีข้าราชการครูซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจงหวัดได้รับแจ้งจากคณะกรรมการตรวจกระดาษคำตอบว่ามีการแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบบางรายแต่กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เป็นเหตุให้ทางราชการต้องยกเลิกประกาศผลการสอบและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจทานกระดาษคำตอบใหม่ (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 225/2547)
(2) เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่เป็นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้แก่กรณีหัวหน้างานการเงินวิทยาลัยอาชีวศึกษาเซ็นเช็คโดยไม่กรอกจำนวนเงินและไม่ขีดคร่อมเช็คเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่แอบกรอกจำนวนเงินแล้วเบิกเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโทษปลดออกศาลเห็นว่าความเสียหายมิได้เกิดจากผู้ฟ้องคดีโดยตรงแต่เกิดจากระบบที่หละหลวมขาดการตรวจสอบประกอบกับผู้ฟ้องคดีนำตำรวจเข้าจับกุมเจ้าหน้าที่ซึ่งยักยอกเงินไปทำให้ทางราชการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำผิดได้แม้การกระทำของผู้ฟ้องคดีจะเป็นการประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการก็ตามแต่กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง (คำพิพากษาศาลปกครองระยองที่ 19/2551)
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- นำเงินราชการที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบไปฝากให้ผู้อื่นนำเข้าธนาคารเป็นเหตุให้ผู้นั้นยักยอกเงินไป (ปลดออก)
- อนุมัติเงินอุดหนุนโครงการเกษตรเพื่อการยังชีพโดยไม่ได้ตรวจสอบจำนวนและรายชื่อนักศึกษาเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่นำเอารายชื่อนักศึกษานอกโครงการมาเบิกร่วมด้วย (ปลดออก)
มาตรา 86 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการโดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงแต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการหรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการจะเสนอความเห็นเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้และเมื่อเสนอความเห็นแล้วถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันเป็นหนังสือให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจะต้องปฏิบัติตาม
การขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรานี้มุ่งหมายให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งการในหน้าที่โดยชอบแต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัตินั้นจะทำให้เสียหายหรือไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการอาจเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นได้โดยมีเงื่อนไขว่า
- เฉพาะกรณีที่เห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการหรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการเท่านั้นที่ขอให้ทบทวนได้
- ต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือให้ทบทวนคำสั่งภายใน 7 วัน
- ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันตามคำสั่งเดิมก็ต้องปฏิบัติตาม
การที่จะพิจารณาว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดกระทำผิดวินัยตามมาตรานี้หรือไม่มีองค์ประกอบที่ควรพิจารณาดังนี้
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง
1. มีคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
2. ผู้สั่งเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย
3. สั่งในหน้าที่ราชการ
4. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
5. มีเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง
แยกพิจารณาได้ดังนี้
1. มีคำสั่งของผู้บังคับบัญชาคำสั่งไม่จำเป็นต้องสั่งตามรูปแบบของทางราชการหรือเป็นลายลักษณ์อักษรอาจเป็นการสั่งด้วยวาจาก็ได้
2. ผู้สั่งเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายหมายถึงผู้ดำรงตำแหน่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจตามกฎหมายให้เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานหรือสถานศึกษาทั้งนี้จะต้องเป็นการมอบหมายหรือมอบอำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติให้มอบได้
กฎหมายที่กำหนดการบังคับบัญชามีดังนี้
(1) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 ซึ่งได้กำหนดตำแหน่งผู้บังคับบัญชาทั้งในราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคโดยกำหนดให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุกตำแหน่งซึ่งสังกัดกระทรวงทบวงกรมและส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรม
(2) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. 2546 ซึ่งกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ (มาตรา 12) ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงานปลัดกระทรวงให้เลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาของส่วนราชการและให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือในสถานศึกษาที่อยู่ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา (มาตรา 30) ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในเขตพื้นที่การศึกษา (มาตรา 37) ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ (มาตรา 39)
(3) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. 2547 ซึ่งกำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา (มาตรา 24) ให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา (มาตรา 27) ให้ผู้บริหารหน่วยงานการศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ก.ค.ศ. กำหนดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในหน่วยงานที่ก.ค.ศ. กำหนด (มาตรา 28) ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง (มาตรา 53)
(4) มาตรฐานตำแหน่งเช่นมาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาบังคับบัญชาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา
3. สั่งในหน้าที่ราชการมีความหมาย 2 ประการคือ
3.1 ผู้สั่งมีหน้าที่ราชการในเรื่องที่สั่งนั้นหมายถึงเรื่องที่สั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่มิใช่งานในหน้าที่ของผู้รับคำสั่งโดยตรง
3.2 สั่งให้ปฏิบัติราชการหมายถึงถ้าไม่ใช่เรื่องสั่งให้ปฏิบัติราชการก็ไม่มีความผิดฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
4. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการหมายความว่าผู้บังคับบัญชานั้นต้องเป็นผู้อยู่ในฐานะที่จะสั่งให้ทำได้ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการและต้องสั่งภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งการโดยไม่อยู่ในฐานะที่จะสั่งได้หรือสั่งการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของตนหรือฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของทางราชการแล้วคำสั่งของผู้บังคับบัญชาก็ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามและถ้าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ผิดฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
5. มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงคือต้องมีการขัดขืนไม่ทำตามคำสั่งหรือทำไม่ตรงตามที่สั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- ผู้บังคับบัญชาสั่งให้มาทำงานเร่งด่วนในวันเสาร์-อาทิตย์แต่ไม่มาปฏิบัติงาน (ภาคทัณฑ์)
- ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ไปเข้ารับการฝึกอบรมแต่ไม่ได้ไปเข้ารับการฝึกอบรม (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- ขอลาหยุดราชการแต่ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตแล้วขาดราชการไปทั้งที่ทราบว่าผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาต (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
การกระทำความผิดฐานขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการเป็นความผิดวินัยได้ทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรงทั้งนี้แล้วแต่ผลที่เกิดขึ้นจากการขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นได้ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ราชการอย่างใดหรือไม่ถ้าเกิดความเสียหายแก่ราชการเพียงเล็กน้อยหรือแม้เสียหายในทางการปกครองบังคับบัญชาไปบ้างก็เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงแต่ถ้าการขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงแล้วกรณีก็เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามวรรคสอง
ความในวรรคสองได้บัญญัติให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงอย่างไรก็ดีการที่จะพิจารณาว่ากรณีใดได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไปความเสียหายอย่างร้ายแรงอาจเป็นความเสียหายที่เป็นทรัพย์สินหรือตัวเงินหรือความเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินหรือตัวเงินก็ได้เป็นต้นว่าความเสียหายแก่ชื่อเสียงของทางราชการหรือความเสียหายในด้านการบริหารราชการก็ได้
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 86 วรรคสอง
1. มีคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
2. ผู้สั่งเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย
3. สั่งในหน้าที่ราชการ
4. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
5. มีเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง
6. เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่เวรรักษาการณ์แต่ไม่อยู่เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้หรือคนร้ายมาโจรกรรมทรัพย์สิน (ปลดออก)
มาตรา 87 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องตรงต่อเวลาอุทิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการและผู้เรียนจะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมิได้
การละทิ้งหน้าที่หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงหรือการละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
การอุทิศเวลาให้แก่ราชการเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับผู้เป็นข้าราชการเนื่องจากข้าราชการเป็นผู้จัดทำบริการสาธารณะแทนรัฐเพื่อตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ซึ่งต้องมีความต่อเนื่องข้าราชการจึงไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามเวลาปกติเท่านั้นแต่ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ทุกเวลาทุกสถานการณ์โดยถือว่าประโยชน์สาธารณะต้องมาก่อน
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง
1. ต้องมีหน้าที่ราชการที่จะต้องปฏิบัติ
2. ไม่อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ
3. มีเจตนาละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
คำว่า“อุทิศเวลาของตน” ตามความในวรรคหนึ่งหมายถึงการอุทิศเวลาหรือสละเวลาที่ต้องปฏิบัติตามปกติด้วยเช่นทางราชการมีงานเร่งด่วนที่จะต้องให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางคนปฏิบัติในเวลาหยุดพักรับประทานอาหารกลางวันหรือหลังจากเลิกเรียนไปแล้วหรือในวันหยุดราชการผู้บังคับบัญชาก็ย่อมจะสั่งให้มาทำงานในวันหรือเวลานั้นๆได้ผู้รับคำสั่งจะต้องปฏิบัติตามจะอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบเพราะให้ทำงานนอกเวลาราชการหาได้ไม่หากข้าราชการครูผู้ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติราชการดังกล่าวหลีกเลี่ยงขัดขืนหรือไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการเป็นความผิดกรณีขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาตามมาตรา 86 แล้วยังเป็นความผิดกรณีไม่อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการตามมาตรา 87 วรรคหนึ่งด้วยแต่ไม่เป็นการขาดราชการและไม่ต้องลาหยุดราชการวันดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นที่ 197/2546)
สำหรับวันปิดภาคเรียนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการให้ถือว่าเป็นวันพักผ่อนของนักเรียนซึ่งสถานศึกษาอาจอนุญาตให้ข้าราชการหยุดพักผ่อนด้วยก็ได้แต่ถ้ามีราชการจำเป็นให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการเหมือนการมาปฏิบัติราชการตามปกติดังนั้นวันปิดภาคเรียนจึงไม่ใช่วันหยุดของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา
คำว่า“ทอดทิ้ง” หมายความว่าตัวอยู่แต่ไม่ทำงานไม่เอาใจใส่ไม่เอาเป็นธุระไม่นำพาเช่นมาลงชื่อปฏิบัติงานแล้วแต่ไม่สนใจทำงานในหน้าที่ของตนให้เรียบร้อยหรือแล้วเสร็จตามเวลาปล่อยให้งานคั่งค้างเป็นต้น
คำว่า“ละทิ้ง” หมายความว่าไม่อยู่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ซึ่งอาจไม่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการเลยหรือมาลงชื่อปฏิบัติงานแล้วออกไปนอกสถานศึกษาโดยไม่ขออนุญาตหรือไม่อยู่ในสถานที่ที่ควรอยู่
อย่างไรก็ดีการที่จะพิจารณาว่าผู้ใดทอดทิ้งหรือละทิ้งหน้าที่ราชการตามมาตรานี้ผู้นั้นจะต้องมีหน้าที่ราชการหรือมีงานที่จะต้องปฏิบัติด้วยเช่นผู้ที่อยู่ในระหว่างการลาศึกษาต่อแต่ไม่ไปเรียนไม่เป็นความผิดกรณีละทิ้งหน้าที่ราชการเพราะไม่มีหน้าที่ราชการต้องปฏิบัติ
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- ละทิ้งหน้าที่ราชการไม่เกิน 3 วัน (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- มาสายบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- กลับก่อนเวลาเสมอๆ (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- มาลงชื่อปฏิบัติงานแล้วไม่อยู่ในโรงเรียน (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
มาตรา 87 วรรคสองได้บัญญัติเกี่ยวกับความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีละทิ้งหน้าที่หรือทอดทิ้งราชการไว้ 2 กรณีดังนี้
1. กรณีละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง
2. ละทิ้งหน้าที่ราชการไปเป็นเวลานาน
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 87 วรรคสอง
กรณีที่ 1
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
3. เป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง
กรณีที่ 2
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน
3. โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
คำว่า“หน้าที่ราชการ” มีความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 84
ตามกรณีที่ 1 กรณีที่เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงนั้นต้องเป็นการละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงจึงจะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าได้ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการไปนานเพียงใดหรือไม่และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากเหตุที่ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการนั้นเช่นละทิ้งหน้าที่เวรยามรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการไปเพียงครึ่งชั่วโมงเป็นเหตุให้มีผู้ลอบวางเพลิงเผาอาคารสถานที่ราชการได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากถือได้ว่าอยู่ในความหมายของความผิดกรณีนี้แล้ว
อย่างไรจึงจะมีเหตุผลอันสมควรถ้ามีเจตนาละทิ้งไปทำธุระในเรื่องส่วนตัวถือว่าเป็นกรณีไม่มีเหตุผลอันสมควรแต่ถ้าเป็นกรณีที่เจ็บป่วยมากในทันทีทันใดต้องละทิ้งหน้าที่ไปหาแพทย์ทันทีถือว่ายังมีเหตุผลอันสมควรยังไม่ถึงกับเป็นความผิดร้ายแรงกรณีใดจะถือว่ามีเหตุผลอันสมควรหรือไม่นั้นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆไป
ตามกรณีที่ 2 กรณีละทิ้งหน้าที่ราชการไปเป็นเวลานานเป็นกรณีที่มีเจตนาละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
การนับวันสำหรับการกระทำผิดวินัยกรณีละทิ้งหน้าที่ราชการนั้นจะต้องนับวันละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันทุกวันโดยนับรวมวันหยุดราชการซึ่งอยู่ระหว่างวันละทิ้งหน้าที่ราชการด้วย (สำนักงานก.พ. ที่นร 0709.2/28 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545)
กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันมาแล้ว 15 วันวันที่ 16 มาลงชื่อปฏิบัติงานแล้วออกไปนอกสถานศึกษาโดยไม่ขออนุญาตและไม่ได้กลับมาปฏิบัติงานในวันนั้นผู้บังคับบัญชาได้ทำบันทึกรายงานไว้เป็นหลักฐานก.ค.ศ. เคยวินิจฉัยว่าเป็นกรณีละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน
กรณีข้าราชการถูกจับกุมคุมขังไม่เป็นเจตนาละทิ้งหน้าที่ราชการไม่ต้องยื่นใบลาแต่จะต้องรายงานหรือแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเมื่อได้รับการประกันตัวต้องรีบกลับไปปฏิบัติงานทันที
กรณีข้าราชการหายไปเฉยๆโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าหายไปเพราะเหตุใดต้องถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหากภายหลังปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้นั้นถูกลักพาตัวหรือประสบเหตุที่ทำให้ถึงแก่ความตายผู้บังคับบัญชาย่อมเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ตรงกับข้อเท็จจริงได้
การที่จะพิจารณาว่าข้าราชการที่ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วันจะมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่นั้นผู้บังคับบัญชาต้องสืบสวนดูให้เป็นที่แน่ชัดเสียก่อนกรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามกฎก.ค.ศ.ว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งพ.ศ. 2549 ข้อ 2 (2) ซึ่งกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องสืบสวนก่อนและสามารถลงโทษได้โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำการสอบสวนพิจารณาทั้งนี้โดยใช้สำนวนการสืบสวนเสนอให้องค์คณะผู้มีอำนาจพิจารณาได้แก่อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษากรณีเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาเว้นแต่บางตำแหน่งและบางวิทยฐานะที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของก.ค.ศ. กรณีผู้ไม่สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาเป็นอำนาจของอ.ก.ค.ศ. ที่ก.ค.ศ. ตั้งเมื่อผู้มีอำนาจพิจารณามีมติแล้วผู้บังคับบัญชาจึงสั่งลงโทษไปตามมตินั้น
การพิจารณาความผิดฐานละทิ้งหน้าที่ราชการจะเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่จะต้องดูพฤติการณ์ประกอบกับเจตนาของผู้กระทำผิดเป็นเรื่องๆไปเช่นขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาป่วยหนักไม่มาปฏิบัติราชการเกินกว่า 15 วันโดยไม่ยื่นใบลาหรือแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบทั้งๆที่ในระหว่างเจ็บป่วยอยู่นั้นสามารถแจ้งและลงชื่อในใบลาได้แต่เมื่อหายป่วยแล้วก็มาทำงานและยื่นใบลาป่วยกรณีนี้การหยุดราชการไปนั้นก็มีเหตุผลอันสมควรและตามพฤติการณ์ก็ยังไม่แสดงถึงเจตนาหรือจงใจที่จะไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการจึงไม่เป็นความผิดร้ายแรงตามวรรคสองนี้แต่อาจเป็นความผิดกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลาหรือแบบธรรมเนียมของทางราชการตามมาตรา 85 ซึ่งมิใช่ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในทางกลับกันหากเจ็บป่วยเล็กน้อยแต่หยุดราชการไปนานเกินสมควรทั้งที่สามารถมาปฏิบัติราชการได้และไม่มีใบรับรองแพทย์เช่นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เกิดอุบัติเหตุรถล้มไปรักษาที่สถานีอนามัยมีแผลถลอกที่เข่าและเท้าเท่านั้นแต่หยุดราชการไปเป็นเวลานานโดยไม่ลาและไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบเป็นความผิดวินัยร้ายแรงโทษไล่ออก
สำหรับกรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษาต่อณต่างประเทศเมื่อครบกำหนดวันเวลาที่ได้รับอนุมัติแล้วยังคงศึกษาต่อโดยไม่ยอมเดินทางกลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการกรณีนี้ถ้าปรากฏว่ามีเจตนาละทิ้งหน้าที่ราชการโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการถ้าเกินกว่า 15 วันมีโทษสถานหนักเช่นเดียวกับกรณีละทิ้งหน้าที่ราชการเกินกว่า 15 วันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
กรณีข้าราชการยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการในวันเดียวกับวันที่ขอลาออกผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสามารถอนุญาตให้ลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ขอลาออกได้และเมื่อผู้บังคับบัญชาได้อนุญาตให้ข้าราชการผู้นั้นลาออกจากราชการไปแล้วย่อมไม่อาจดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการผู้นั้นในกรณีละทิ้งหน้าที่ราชการอีกได้ (สำนักงานก.พ. ที่นร 0709.2/ป 673 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541)
การละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรได้มีมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือที่นร 0205/ว 234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536 ว่าความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่กลับมาปฏิบัติราชการอีกเลยเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งควรลงโทษเป็นไล่ออกจากราชการการนำเงินที่ทุจริตไปแล้วมาคืนหรือมีเหตุอันควรปรานีอื่นใดไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษลงเป็นปลดออกจากราชการ
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- ลาศึกษาต่อต่างประเทศเมื่อครบกำหนดเวลาไม่เดินทางกลับมาปฏิบัติราชการโดยไม่มีเหตุผลความจำเป็น (ปลดออก/ไล่ออก)
- ยื่นใบลาออกจากราชการแล้วหยุดราชการไปทันทีโดยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ลาออกและไม่ได้รับอนุญาตให้ลาหยุดราชการ (ไล่ออก)
- ละทิ้งหน้าที่ราชการตั้งแต่ 16 วันขึ้นไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเช่นหลบหนีเจ้าหนี้หลบหนีคดีอาญาเป็นต้น (ไล่ออก)
มาตรา 88 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนชุมชนสังคมมีความสุภาพเรียบร้อยรักษาความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียนและระหว่างข้าราชการด้วยกันหรือผู้ร่วมปฏิบัติราชการต้อนรับให้ความสะดวกให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เรียนและประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
การกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ความมุ่งหมายของมาตรานี้ต้องการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาปฏิบัติต่อผู้เรียนข้าราชการด้วยกันและประชาชนผู้มาติดต่อราชการด้วยความสำนึกรับผิดชอบหรือความมีจิตสาธารณะรับผิดชอบต่อส่วนรวมให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นคุณธรรมที่พึงประสงค์ของข้าราชการ
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง
1. มีความประพฤติอันไม่เหมาะสมไม่เป็นแบบอย่างที่ดี
2. กระทำการใดๆโดยไม่มีความสุภาพเรียบร้อย
3. ไม่รักษาความสามัคคี
4. ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูล
5. ไม่ต้อนรับไม่ให้ความสะดวกไม่ให้ความเป็นธรรม
6. กระทำต่อผู้เรียนเพื่อนข้าราชการประชาชนผู้มาติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
คำว่า“แบบอย่าง” หมายความว่าเยี่ยงอย่างที่ควรประพฤติตามหรือควรถือเป็นบรรทัดฐานการประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีนั้นต้องดูที่ความประพฤติส่วนตัวโดยต้องดูตำแหน่งหน้าที่ประกอบด้วย
คำว่า“สุภาพเรียบร้อย” หมายความว่าการแสดงออกทางกิริยาหรือวาจาในลักษณะอ่อนโยนละมุนละม่อมรวมทั้งกิริยาวาจาที่ไม่หยาบคายและเหมาะสมแก่บุคคลและสถานที่
การที่จะพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมจะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์สถานการณ์และลักษณะในการติดต่อระหว่างข้าราชการด้วยกันนั้นเป็นกรณีๆไปการใช้ถ้อยคำนั้นต้องดูว่ามีเจตนาว่าอย่างไรประกอบการวินิจฉัยด้วย
สำหรับการรักษาความสามัคคีระหว่างข้าราชการด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลไปถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ราชการถ้าข้าราชการแต่ละหน่วยงานมีความสามัคคีร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นอย่างดีกิจการทั้งปวงก็จะราบรื่นและสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
คำว่า“เกื้อกูล” หมายความว่าช่วยเหลือเผื่อแผ่เจือจานอุดหนุนการช่วยเหลือผู้เรียนหรือศิษย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือเรื่องส่วนตัวเป็นคุณธรรมของผู้เป็นครูและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหน้าที่ราชการจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการสำเร็จเรียบร้อยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การต้อนรับให้ความสะดวกให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เรียนและประชาชนผู้มาติดต่อราชการอันเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยให้บริการให้การสงเคราะห์แก่ผู้เรียนและประชาชนทุกคนที่มาติดต่ออย่างเสมอหน้ากัน
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- การใช้วาจาไม่สุภาพไม่เหมาะสมกับผู้ปกครองนักเรียนที่มาขอทราบเหตุผลที่บุตรของตนถูกลงโทษ (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- การทำร้ายร่างกายโดยไม่ถึงขั้นได้รับอันตรายสาหัสโดยชกหน้าเพื่อนครู 1 ทีเพราะโมโหที่ไปฟ้องผู้อำนวยการโรงเรียนว่าตนไม่ยอมเข้าสอน (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- การทะเลาะวิวาทหรือเข้าร่วมในการทะเลาะวิวาทหรือมีการใช้กำลังประทุษร้ายต่อกันครูสตรีตบตีกันในห้องพักครู (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- การหมิ่นประมาทการกล่าวอาฆาตพยาบาทพูดจาก้าวร้าวลบหลู่อาฆาตพยาบาทผู้บังคับบัญชาเพราะโกรธที่ไม่ได้ 2 ขั้น (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- การกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงพูดตำหนิเหยียดหยามดูถูกครูด้วยกันให้นักเรียนฟังในขณะสอน (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 88 วรรคสอง
1. มีความประพฤติอันไม่เหมาะสม
2. กระทำการกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงอย่างร้ายแรง
3. เป็นการกระทำต่อผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
คำว่า “ดูหมิ่น” หมายความว่าดูถูกว่าไม่ดีจริงหรือไม่เก่งจริงตามประมวลกฎหมายอาญาหมายถึงการแสดงออกทางกิริยาหรือวาจาหรือเขียนเป็นหนังสือหรือภาพอันเป็นการสบประมาทหรือดูถูกผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งทำให้เขาเสียหาย
“เหยียดหยาม” หมายความว่าการกล่าวถ้อยคำหรือการแสดงกิริยาอาการดูถูกหรือรังเกียจ
“กดขี่” หมายความว่าข่มให้อยู่ในอำนาจของตนใช้อำนาจบังคับเอาแสดงอำนาจเอา
“ข่มเหง” หมายถึงใช้กำลังรังแก
การที่มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดำเนินการทางวินัยกำหนดให้การกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงประชาชนเป็นความผิดวินัยร้ายแรงเพราะข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่หรือเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินและให้บริการแก่ประชาชนในหน้าที่ต่างๆเป็นผู้ที่ติดต่อใกล้ชิดกับประชาชนเป็นตัวเชื่อมในการสร้างความสัมพันธ์หรือความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับรัฐบาลดังนั้นถ้าข้าราชการไปดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงประชาชนเสียเองแล้วย่อมทำให้ประชาชนเดือดร้อนอีกทั้งเกิดความรู้สึกเกลียดชังข้าราชการและรัฐบาลและอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลได้ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคและผลเสียหายอันร้ายแรงในการปกครองประเทศขึ้นได้ในที่สุด
การที่จะพิจารณาว่าการกระทำอย่างใดจึงเป็นความผิดกรณีดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนนั้นมีแนวทางวินิจฉัยคือ
1. เป็นการกระทำในฐานะที่เป็นข้าราชการคือผู้กระทำการกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนนั้นต้องกระทำโดยแสดงออกว่าตนเป็นข้าราชการ
2. ผู้ถูกกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงต้องอยู่ในฐานะผู้เรียนหรือประชาชนคือมีฐานะเป็นพลเมืองของประเทศไทยซึ่งมีความสัมพันธ์กับข้าราชการในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนผู้เรียนและประชาชนเป็นผู้อยู่ในปกครองของรัฐและรับบริการจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
3. เจตนาหรือจงใจคือผู้กระทำได้กระทำโดยเจตนาหรือจงใจที่จะกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนโดยตรงถ้าหากการกระทำนั้นเป็นไปโดยข้าราชการผู้นั้นไม่ได้มีเจตนาหรือจงใจที่จะกระทำต่อผู้นั้นโดยตรงก็ไม่เป็นความผิดตามวรรคสองนี้ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งการกระทำนั้นเป็นเรื่องๆไป
การกลั่นแกล้งดูหมิ่นเหยียดหยามกดขี่หรือข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนนั้นมีผลเสียกระทบถึงภาพพจน์ส่วนรวมของทางราชการคือทำให้ผู้เรียนหรือประชาชนเกิดความรู้สึกรังเกียจหรือชิงชังบรรดาข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายหรือรังเกียจชิงชังรัฐบาลหรือทางราชการเป็นส่วนรวมจึงจะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงถ้าหากการกระทำนั้นไม่มีผลเสียกระทบถึงภาพพจน์ส่วนรวมของข้าราชการหรือของทางราชการก็ไม่เป็นความผิดร้ายแรงตามวรรคสองนี้
การที่จะถือว่าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 88 วรรคสองนี้จะต้องกระทำการเข้าตามหลักเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อดังกล่าวมาแล้ว
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- กลั่นแกล้งไม่นำเรื่องเบิกเงินงวดค่าก่อสร้างหรือแกล้งเบิกล่าช้าเพราะต้องการหักเปอร์เซ็นต์ (อาจเป็นความผิดตามมาตราอื่นด้วย :ปลดออก)
- ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้เรียนว่าโง่เป็นควายโง่ทั้งตระกูลก.ค.ศ. เห็นว่าเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และปิดกั้นพัฒนาการของผู้เรียน (และกระทำผิดกรณีอื่นร่วมด้วย :ปลดออก)
มาตรา 89 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กลั่นแกล้งกล่าวหาหรือร้องเรียนผู้อื่นโดยปราศจากความเป็นจริง
การกระทำตามวรรคหนึ่งถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ความมุ่งหมายของมาตรานี้ไม่ประสงค์ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลั่นแกล้งร้องเรียนกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่เป็นความจริงเนื่องจากการถูกร้องเรียนทำให้หน่วยงานเสียภาพพจน์และขาดความน่าเชื่อถือทั้งยังทำให้เจ้าหน้าที่เสียกำลังใจในการปฏิบัติงานไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องสำคัญเพราะเกรงจะถูกร้องเรียนเมื่อมีการร้องเรียนทางราชการต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเสียกำลังเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการหาข้อเท็จจริง
การกลั่นแกล้งกล่าวหาหรือร้องเรียนผู้อื่นโดยปราศจากความจริงเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียหายอย่างร้ายแรงกฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วย
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง
1. กระทำการที่มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งกล่าวหาหรือร้องเรียนผู้อื่น
2. เป็นการกล่าวหาหรือร้องเรียนในเรื่องที่ผู้กระทำรู้อยู่ว่าไม่เป็นความจริง
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- การกลั่นแกล้งกล่าวหาหรือร้องเรียนผู้อื่นเพื่อให้มีการดำเนินการทางวินัยหรือทางใดทางหนึ่งในการบริหารงานบุคคลหรือทางอาญาทั้งที่ไม่เป็นความจริงโดยผู้บังคับบัญชารู้ตัวผู้กระทำการกล่าวหาหรือร้องเรียนไม่ว่าผู้กระทำการนั้นจะเปิดเผยชื่อตัวเองหรือจะกระทำในลักษณะบัตรสนเท่ห์รวมทั้งการสร้างกระบวนการข่าวลือซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน)
ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 89 วรรคสอง
1. กระทำการที่มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งกล่าวหาหรือร้องเรียนผู้อื่น
2. เป็นการกล่าวหาหรือร้องเรียนในเรื่องที่ผู้กระทำรู้อยู่ว่าไม่เป็นความจริง
3. ผู้ถูกกระทำได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- การกลั่นแกล้งกล่าวหาตามวรรคหนึ่งแต่ทำให้ผู้อื่นเสียหายอย่างร้ายแรงความผิดตามวรรคสองเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (ปลดออก)
มาตรา 90 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
การกระทำตามวรรคหนึ่งถ้าเป็นการกระทำโดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่นเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรมเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรานี้มีความมุ่งหมายที่จะไม่ให้มีการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งหรือวิทยฐานะสูงขึ้นรวมถึงการมีผลประโยชน์จากเรื่องดังกล่าวซึ่งความผิดจะใกล้เคียงกับมาตรา 84
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 90 วรรคหนึ่ง
วินัยตามมาตรานี้มีองค์ประกอบ 2 ประการคือ
1. กระทำการหาประโยชน์ด้วยตนเองหรือให้ผู้อื่นหาประโยชน์โดยอาศัยชื่อของตนเองคำว่า “ประโยชน์” หมายถึงสิ่งที่ได้รับอันเป็นคุณแก่ผู้รับซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินเช่นการได้รับบริการเป็นต้นและการหาประโยชน์ตามมาตรานี้อาจจะเป็นการกระทำของตัวข้าราชการเองหรือเป็นการที่ข้าราชการยอมให้ผู้อื่นกระทำก็ได้
2. การหาประโยชน์ดังกล่าวจะมีผลกระทบอันเป็นการเสื่อมต่อความเที่ยงธรรมหรือเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนซึ่งอาจอธิบายได้ 2 กรณีคือ
2.1 อาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมการที่จะพิจารณาว่าการกระทำอย่างใดเป็นการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่งหน้าที่ราชการที่ผู้นั้นดำรงอยู่ว่าจะมีกรณีอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมได้หรือไม่หากมีกรณีที่อาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมได้ก็ต้องห้ามตามมาตรา 90 นี้
กรณีกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมนี้อาจกระทำโดยไม่ได้อาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนก็เป็นความผิดตามมาตรา 90 เพียงมาตราเดียวแต่ถ้ากระทำโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนนอกจากจะเป็นความผิดตามมาตรา 90 แล้วยังเป็นความผิดตามมาตรา 84 วรรคสองด้วย
2.2 อาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
คำว่า“เกียรติศักดิ์” หมายความว่าฐานะที่ได้รับการสรรเสริญ
ดังนั้นการที่จะพิจารณาว่าการกระทำอย่างใดเป็นการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงตำแหน่งหน้าที่ที่ข้าราชการผู้นั้นดำรงอยู่ว่าอยู่ในฐานะที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญของประชาชนเพียงใด
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- ประกอบอาชีพอื่นนอกเวลาราชการและเป็นอาชีพซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานแห่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน (ภาคทัณฑ์)
- ยอมให้บริษัทห้างร้านแอบอ้างอาศัยชื่อเข้าประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงาน (ภาคทัณฑ์)
- เป็นตัวแทนหรือยอมให้ตัวแทนขายสินค้าหรือขายประกันชีวิตให้แก่ผู้มาติดต่อราชการ (ภาคทัณฑ์)
ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 90 วรรคสอง
1. กระทำการหาประโยชน์ด้วยตนเองหรือให้ผู้อื่นหาประโยชน์โดยอาศัยชื่อของตนเอง
2. การหาประโยชน์จะมีผลกระทบเป็นการเสื่อมเสียต่อความเที่ยงธรรมหรือเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
3. การกระทำเพื่อหาประโยชน์อันมีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
3.1 เป็นการซื้อขายเพื่อให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3.2 เป็นการให้หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่นเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- การซื้อขายตำแหน่งหรือวิทยฐานะโดยผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งหรือเลื่อนวิทยฐานะอาจผิดตามมาตรา 84 วรรคสามด้วย (ไล่ออก)
- การรับประโยชน์ตอบแทนการบรรจุและแต่งตั้งโดยผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการบรรจุแต่งตั้งอาจผิดตามมาตรา 84 วรรคสามด้วย (ไล่ออก)
- การให้ประโยชน์แก่บุคคลอื่นหรือให้ตนได้รับตำแหน่งหรือวิทยฐานะสูงขึ้น (ปลดออก)
- การให้ประโยชน์แก่บุคคลอื่นเพื่อให้ได้รับการบรรจุหรือแต่งตั้ง (ปลดออก)
- การเรียกประโยชน์ตอบแทนการดำเนินการให้บุคคลอื่นดำรงตำแหน่งหรือมีวิทยฐานะสูงขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้รับการบรรจุแต่งตั้งที่มิชอบนอกจากผิดมาตรา 90 วรรคสองแล้วอาจผิดตามมาตรา 94 วรรคสองด้วย (ไล่ออก)
ความผิดตามวรรคสองเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรา 91 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบหรือนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นหรือจ้างวานใช้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งการเลื่อนตำแหน่งการเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขึ้นการฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ร่วมดำเนินการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานของผู้อื่นโดยมิชอบหรือรับจัดทำผลงานทางวิชาการไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ความมุ่งหมายของมาตรานี้ประสงค์ที่จะไม่ให้มีการคัดลอกหรือลอกเลียนหรือนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นไปใช้หรือจ้างวานให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการซึ่งบัญญัติเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 91 วรรคหนึ่ง
1. กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างรวมกันดังต่อไปนี้
1.1 คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบอันมีเจตนาให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าผลงานนั้นตนกระทำขึ้นด้วยตนเองดังมีลักษณะพฤติกรรมดังต่อไปนี้
- เป็นการคัดลอกหรือลอกเลียนเพื่อนำมาใช้ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของผลงานตนเอง
- เป็นการคัดลอกหรือลอกเลียนโดยมีสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 50 ของผลงานตนเอง
- เป็นการคัดลอกหรือลอกเลียนโดยมิได้มีการอ้างอิงตามวิธีการหรือแบบแผนซึ่งยอมรับกันทั่วไป
1.2 นำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นไปใช้ในนามของตนเอง
1.3 จ้างหรือวานหรือใช้ผู้อื่นจัดทำผลงานทางวิชาการ
2. เป็นการกระทำโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้ในการขอตำแหน่งหรือการเลื่อนตำแหน่งหรือการเลื่อนวิทยฐานะหรือการได้รับเงินเดือนสูงขึ้น
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
1. เป็นการกระทำความผิดโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งดังต่อไปนี้
- ผู้บริหารสถานศึกษา
- เคยทำหน้าที่ประเมินผลงานทางวิชาการของผู้อื่น
- มีหน้าที่เกี่ยวกับการประเมินผลงานทางวิชาการ (อาจผิดตามมาตรา 84 วรรคสาม)
2. นอกเหนือจากข้อ 1 อาจเป็นความผิดตามมาตรา 94 วรรคสอง
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 91 วรรคสอง
1. ร่วมกระทำการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบ
2. เพื่อให้อีกบุคคลหนึ่งนำผลงานที่ลอกเลียนหรือคัดลอกนั้นไปใช้ตามความมุ่งหมายที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง
3. จัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อผู้อื่น
4. เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปใช้
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
1. ร่วมดำเนินการโดยได้รับค่าตอบแทนโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
- เป็นผู้บริหารสถานศึกษา
- เคยทำหน้าที่ประเมินผลงานทางวิชาการของผู้อื่น
- มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลงานทางวิชาการ
2. รับจ้างจัดทำผลงานทางวิชาการโดยมีค่าตอบแทน
3. รับจัดทำผลงานทางวิชาการโดยตนเองมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลงาน
4. รับจัดทำผลงานทางวิชาการโดยตนเองเคยทำหน้าที่ประเมินผลงานทางวิชาการของบุคคลอื่น
5. มีพฤติกรรมเป็นนายหน้าตัวกลางผู้ติดต่อผู้สนับสนุนหรือชี้ช่องให้มีการรับจ้างจัดทำผลงานทางวิชาการโดยได้รับค่าตอบแทน
6. เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและรับจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อผู้อื่น
7. นอกเหนือจากกรณีข้างต้น
มาตรา 92 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้จัดการหรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
มาตรานี้มุ่งเน้นห้ามข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามิให้เป็นตัวกระทำการในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใดๆเป็นสำคัญทั้งนี้เพื่อให้ข้าราชการยึดการรับราชการเป็นอาชีพโดยไม่มัวกังวลด้วยการแสวงหาประโยชน์ในทางอื่น
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 92
1. เป็นตัวกระทำการในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
2. เป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้จัดการหรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกัน
3. ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
คำว่า“ตัวกระทำการในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท” ในที่นี้หมายถึงกรรมการผู้จัดการหรือผู้จัดการหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
ส่วนคำว่า“ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกัน” นั้นหมายถึงกรรมการอำนวยการหรือผู้อำนวยการเป็นต้น
การเป็น“กรรมการบริหาร” หรือเป็น“ประธานกรรมการ” ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทไม่ต้องห้ามตามมาตรา 92 นี้เว้นแต่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งได้เข้าไป“จัดการ” หรือเป็น“ตัวกระทำ” ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทโดยตรงจึงจะต้องห้ามซึ่งทั้งนี้จะต้องพิจารณาจากหลักฐานการจดทะเบียนและหนังสือบริคณห์สนธิห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทแล้วแต่กรณีอันเป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณาเป็นรายๆไป
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- เข้าไปเป็นตัวกระทำการในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (ภาคทัณฑ์)
- เป็นกรรมการอำนวยการหรือผู้อำนวยการแต่มีลักษณะงานและหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับกรรมการผู้จัดการหรือผู้จัดการ (ภาคทัณฑ์)
- เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทและเป็นตัวแทนของบริษัททำนิติกรรมในการซื้อขาย (ภาคทัณฑ์)
อนึ่งการเป็นผู้จัดการมูลนิธิไม่เข้าข้อห้ามตามมาตรานี้
มาตรา 93 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยต้องไม่อาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ส่งเสริมเกื้อกูลสนับสนุนบุคคลกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองใด
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินการใดๆอันมีลักษณะเป็นการทุจริตโดยการซื้อสิทธิหรือขายเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาสมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่นหรือการเลือกตั้งอื่นที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งจะต้องไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุนหรือชักจูงให้ผู้อื่นกระทำการในลักษณะเดียวกันการดำเนินการที่ฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
มาตรานี้มีความมุ่งหมายให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาวางตนเป็นกลางทางการเมืองเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการประจำต่อเนื่องไปได้ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 93 วรรคหนึ่ง
1. ไม่วางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติราชการตามหน้าที่
2. ไม่วางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษและเป็นการปฏิบัติงานที่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชน
3. ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของตนอันมีลักษณะของการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างดังต่อไปนี้
3.1 แสดงออกให้เห็นถึงการที่ตนเองมีความฝักใฝ่ทางการเมืองในบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหรือพรรคการเมืองใด
3.2 ให้การส่งเสริมเกื้อกูลสนับสนุนแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหรือพรรคการเมือง
การวางตนเป็นกลางทางการเมืองนั้นหมายถึงเฉพาะในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนเท่านั้นที่ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาวางตนเป็นกลางเช่นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการจะอำนวยประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองใดเป็นพิเศษกว่าพรรคการเมืองอื่นหรือกว่าบุคคลทั่วไปมิได้หรือจะชักชวนให้ประชาชนสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะก็ทำไม่ได้ส่วนในทางส่วนตัวจะนิยมหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดก็ได้ไม่ห้ามคงห้ามแต่การเป็นกรรมการพรรคการเมืองและเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองซึ่งกำหนดไว้เป็นคุณสมบัติที่ต้องห้ามเท่านั้น
นอกจากนี้มาตรานี้ยังบัญญัติห้ามมิให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้งทางการเมืองอีกด้วย
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- ปฏิบัติการโดยเลือกปฏิบัติหรือปฏิบัติโดยปราศจากความเป็นธรรมบนพื้นฐานความฝักใฝ่ในทางการเมืองของตนเอง (ภาคทัณฑ์)
- การยินยอมให้ใช้สถานที่ราชการเพื่อหาเสียงในการเลือกตั้งหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเฉพาะแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง (ภาคทัณฑ์)
- การติดป้ายหรือสื่อสิ่งใดในสถานที่ปฏิบัติราชการของตนอันสื่อให้เห็นถึงการฝักใฝ่ทางการเมืองในบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง (ภาคทัณฑ์)
- การหาเสียงให้หรือการกล่าวสนับสนุนทางการเมืองแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงในการเรียนการสอนหรือในกิจกรรมทางการศึกษาอื่นใดไม่ว่าจะกระทำในสถานที่ราชการหรือไม่ก็ตาม (ภาคทัณฑ์)
- เป็นการกระทำในเรื่องราชการแต่ไม่ใช่หน้าที่ราชการโดยตรงซึ่งผลของการกระทำนั้นทำให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดโดยเฉพาะเจาะจง (ภาคทัณฑ์)
ตามมาตรา 93 วรรคสองบัญญัติห้ามข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้องใดๆกับการทุจริตการเลือกตั้งที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 93 วรรคสอง
1. ดำเนินการหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินการอันมีลักษณะเป็นการทุจริตในการเลือกตั้งที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
2. ดำเนินการใดๆที่เป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนหรือชักจูงให้ผู้อื่นทุจริตในการเลือกตั้งที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
3. ลักษณะของการกระทำที่ถือเป็นการทุจริตในการเลือกตั้งคือ
- การซื้อสิทธิ
- การขายเสียง
ความมุ่งหวังประการสำคัญของการเลือกตั้งคือต้องการให้การเลือกตั้งเป็นเครื่องสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนผ่านการเลือกผู้แทนหรือกลุ่มทางการเมืองหรือพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์หรือมีนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนแต่ในการเลือกตั้งทั่วไปพบว่าประชาชนมิได้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยเจตจำนงที่แท้จริงของตนเองเนื่องจากมักถูกชักจูงหรือจูงใจด้วยวิธีการต่างๆเช่นการใช้อิทธิพลการซื้อเสียงเป็นต้นทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไม่มีความก้าวหน้าและขาดความต่อเนื่อง
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงในลักษณะเป็นตัวการผู้ใช้ผู้ชักจูงผู้วางแผนหรือร่วมวางแผนผู้ให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อให้มีการซื้อสิทธิ์การขายเสียงในการเลือกตั้ง (ปลดออก/ไล่ออก)
- การรับประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้มีการเสนอให้เพื่อตอบแทนการลงคะแนนในการเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง (ปลดออก/ไล่ออก)
- เป็นผู้ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นทุจริตในการเลือกตั้ง (ปลดออก/ไล่ออก)
มาตรา 94 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องรักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสียโดยไม่กระทำการใดๆอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษหรือกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสพยาเสพติดหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดเล่นการพนันเป็นอาจิณหรือกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนหรือนักศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
เป็นบทบัญญัติที่มุ่งควบคุมความประพฤติของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้อยู่ในแนวทางที่ดีเรื่องการประพฤติชั่วเป็นการพิจารณาถึงพฤติการณ์การกระทำและความรู้สึกของสังคมที่จะต้องพิจารณารายละเอียดข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เป็นเรื่องๆไปว่ามีผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งความรู้สึกของสังคมหรือไม่โดยไม่จำกัดว่าจะทำในตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำในฐานะส่วนตัวหากกระทบมากก็เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
คำว่า“ประพฤติชั่ว” หมายถึงการกระทำใดๆอันเป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนเองหรือเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนเอง
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง
ในการพิจารณาเรื่องการประพฤติชั่วมีองค์ประกอบ 3 ประการคือ
1. เกียรติ์ของข้าราชการ
2. ความรู้สึกของสังคม
3. เจตนาที่กระทำ
องค์ประกอบทั้ง 3 ประการสามารถแยกอธิบายได้ดังนี้
1. เกียรติ์ของข้าราชการโดยพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ราชการของผู้กระทำประกอบกับพฤติการณ์ในการกระทำของข้าราชการผู้นั้นโดยพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดแบบธรรมเนียมของข้าราชการที่ดีอันบุคคลที่อยู่ในฐานะและตำแหน่งเช่นนั้นควรประพฤติปฏิบัติเพียงใดหรือไม่การพิจารณาว่าการกระทำอย่างใดจะทำให้เสื่อมเสียเกียรติ์ของข้าราชการเพียงใดหรือไม่นั้นต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงตำแหน่งหน้าที่ที่ผู้นั้นดำรงอยู่ว่าอยู่ในฐานะที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญหรือเป็นที่นับถือของประชาชนเพียงใด
2. ความรู้สึกของสังคมโดยพิจารณาจากความรู้สึกของประชาชนทั่วไปหรือของทางราชการว่ามีความรังเกียจต่อการกระทำนั้นๆหรือไม่เพียงใด
3. เจตนาที่กระทำโดยพิจารณาว่าผู้กระทำรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นหรือไม่หากไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นการประพฤติชั่วตัวอย่างเช่นขับรถชนคนโดยประมาทถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปีปรับ 5,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีกรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นการประพฤติชั่วหรือไม่นั้นคงไม่ได้พิจารณาที่ผลคือได้รับโทษสถานใดเพียงประการเดียวแต่ต้องพิจารณาที่เหตุของการกระทำผิดเป็นสำคัญหากไม่ปรากฏว่าเหตุเกิดจากความมึนเมาในขณะขับรถหรือเกิดจากการฝ่าฝืนกฎจราจรก็ไม่เป็นการประพฤติชั่วเพราะกระทำไปโดยไม่มีเจตนามุ่งร้ายต่อส่วนตัวตามแนวคำวินิจฉัยของก.ค. แต่ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้กระทำผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นอาจิณอันเป็นการทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการก็อาจปรับเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วได้
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- กระทำความผิดอาญาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ถึงจำคุกหรือจำคุกแต่ให้รอลงอาญาในความผิดที่ไม่ถึงกับเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- ทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงบาดเจ็บสาหัส (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- เมาสุราอาละวาด (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- มีความประพฤติในทำนองชู้สาว (ภาคทัณฑ์)
- ปลอมเอกสารหรือปลอมลายมือชื่อผู้อื่นทำให้ราชการหรือผู้อื่นเสียหายไม่ถึงกับร้ายแรง (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- การเปิดเผยข้อสอบที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของตนโดยไม่ได้เรียกหรือรับผลประโยชน์ตอบแทน (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
ตามมาตรา 94 วรรคสองกำหนดความผิดวินัยอย่างร้ายแรงไว้ 2 ฐานคือกรณีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุก (ไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ) ซึ่งเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งและกรณีกระทำความผิดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาต้องทำการสอบสวนก่อนความผิดทั้ง 2 ฐานดังกล่าวคือฐานกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกและฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นคนละกรณีความผิดหรือคนละฐานความผิดการพิจารณาความผิดและสั่งลงโทษจึงต้องอ้างให้ถูกต้องด้วยว่าลงโทษเพราะถูกจำคุกหรือเพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 94 วรรคสอง
1. กระทำความผิดอาญาและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุก
2. ไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษหรือ
3. กระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
“ได้รับโทษจำคุก” ตามมาตรานี้หมายถึงถูกจำคุกจริงๆกรณีศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษไม่เข้าลักษณะความผิดตามมาตรา 94 วรรคสองและโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าจำคุกต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดเท่านั้น
“โทษที่หนักกว่าจำคุก” หมายถึงโทษประหารชีวิต
“คำพิพากษาถึงที่สุด” หมายความว่าคำพิพากษาที่ไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปได้อีกหรือไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือคำพิพากษาศาลฎีกา
กรณีต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษซึ่งความผิดยังไม่ถึงกับต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออกผู้บังคับบัญชาอาจสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามมาตรา 113 ได้
อนึ่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาถูกจำคุกตามคำสั่งศาลกรณีละเมิดอำนาจศาลก.ค. เคยชี้ว่าไม่เข้าลักษณะความผิดตามมาตรานี้ที่ผู้บังคับบัญชาจะต้องลงโทษปลดออกหรือไล่ออกเพราะไม่ใช่กรณีกระทำความผิดอาญาแต่อาจเป็นการสั่งให้ออกตามมาตรา 113
สำหรับกรณีกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงนั้นการกระทำใดจะเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามมาตรา 94 วรรคสองหรือไม่นั้นกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะเจาะจงดังนั้นการใดที่จะถือว่าเป็นความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงต้องพิจารณาจากความรู้สึกของวิญญูชนโดยทั่วไปหรือความรู้สึกของสังคมว่ารู้สึกรังเกียจต่อการกระทำนั้นว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือไม่ทั้งนี้โดยพิจารณาจาก
1) เกียรติของข้าราชการ (ดูจากตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบ)
2) ความรู้สึกของสังคมและ
3) เจตนาในการกระทำ
กรณีใดจะถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งกรณีเป็นเรื่องๆไปโดยถือความร้ายแรงของแต่ละองค์ประกอบทั้ง 3 ประการดังกล่าวเป็นแนวทางพิจารณาโดยคำนึงถึงพฤติการณ์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้นว่าได้กระทำการอันทำให้ราชการได้รับความเสียหายกระทบต่อภาพพจน์ชื่อเสียงมากหรือไม่กรณีของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นวิชาชีพชั้นสูงได้รับการยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคลเป็นพ่อพิมพ์ – แม่พิมพ์ของชาติมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดีแต่กลับมีพฤติการณ์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภรรยาหรือสามีของผู้อื่นย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการและความรู้สึกของสังคมเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่อ. 354/2551)
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดกรณีกระทำผิดอาญา (ไล่ออก)
- ประพฤติผิดทางเพศมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถึงขั้นร่วมประเวณีกับคู่สมรสของผู้อื่น (ไล่ออก)
- มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถึงขั้นร่วมประเวณีกับหญิงอื่นหรือคู่สมรสของผู้อื่นทั้งที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้ว (ไล่ออก)
- บังคับขืนใจผู้อื่นให้มีเพศสัมพันธ์ (ไล่ออก)
- กระทำอนาจารผู้เรียน (ปลดออก)
- ปลอมเอกสารราชการจนเป็นเหตุให้ราชการหรือบุคคลอื่นเสียหายอย่างร้ายแรง (ไล่ออก)
- ปลอมลายมือชื่อผู้อื่นหาประโยชน์ (ไล่ออก)
- ทุจริตการสอบบรรจุหรือสอบเข้าทำงานเช่นไปสอบแทนผู้อื่น (ไล่ออก)
- หลอกลวงเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินโดยอ้างว่าสามารถฝากเข้าทำงานหรือเข้าเรียนต่อ (ไล่ออก)
- ทำร้ายร่างกายผู้เรียนจนบาดเจ็บสาหัส (ปลดออก)
- ดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ (ปลดออก)
- เมาสุราเสียราชการ (ปลดออก)
- เปิดเผยข้อสอบแล้วเรียกร้องเงิน (ไล่ออก)
- ยักยอกเงินที่มีผู้ฝากไว้ (ปลดออก)
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 94 วรรคสาม
1. เสพยาเสพติดหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นเสพยาเสพติด
2. เล่นการพนันเป็นการเล่นอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องจนติดเป็นนิสัย
3. กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนหรือนักศึกษา
“การเสพยาเสพติด” หมายถึงเสพของมึนเมาซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายเช่นเสพเฮโรอีนฝิ่นกัญชายาบ้าเป็นต้นหรือส่งเสริมสนับสนุนรวมถึงชักชวนจำหน่ายให้ผู้อื่นเสพด้วยซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดในคดีอาญาด้วย
“เล่นการพนัน” หมายถึงเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันการพนันมีทั้งประเภทที่กฎหมายห้ามขาดและประเภทที่จะเล่นได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากทางการอย่างไรก็ดีกรณีจะเป็นความผิดตามวรรคสามต่อเมื่อเป็นการเล่นเป็นอาจิณกล่าวคือเล่นอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัยเท่านั้น
คำว่า“ล่วงละเมิดทางเพศ” หมายถึงพฤติกรรมที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นในเรื่องเพศไม่ว่าจะเป็นคำพูดสายตาและการใช้ท่าทีรวมไปจนถึงการบังคับให้มีเพศสัมพันธ์หรือการข่มขืน
อย่างไรก็ดีการพิจารณาพฤติกรรมใดๆว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่จะต้องดูจากเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่ามีความคิดเจตนาที่เป็นอกุศลจิตทางเพศหรือไม่เช่นการโอบกอดนักเรียนด้วยความเอ็นดูในเวลาสถานที่และโอกาสอันควรย่อมแตกต่างกับการโอบกอดนักเรียนในที่ลับตาผู้คนหรือในผับในบาร์หรือร้านอาหารที่จำหน่ายสุราหรือในขณะดื่มสุราเหล่านี้ต้องดูเจตนาของผู้กระทำและพฤติกรรมแวดล้อมประกอบด้วย
การล่วงละเมิดทางเพศเป็นกรณีความผิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยมุ่งหมายที่จะวางกรอบความประพฤติของผู้มีวิชาชีพครูให้เหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่นอกจากจะมีหน้าที่อบรมสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดีคนเก่งแล้วยังจะต้องเป็นผู้ที่พร้อมด้วยคุณธรรมจริยธรรมเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์และชุมชนตามความคาดหวังของสังคมด้วย
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- เล่นการพนันในสถานศึกษาหรือหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ ((ไล่ออก)
- เล่นการพนันในเวลาปฏิบัติหน้าที่ราชการ (ไล่ออก)
- เล่นการพนันกับเพื่อนร่วมงานหรือผู้เรียนหรือนักศึกษาในสถานศึกษาเดียวกัน (ไล่ออก)
- เป็นเจ้ามือหรือร่วมเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีการเล่นการพนัน (ไล่ออก)
- การมีเพศสัมพันธ์หรือการขอมีเพศสัมพันธ์หรือการล่วงละเมิดทางเพศถึงขั้นพยายามมีเพศสัมพันธ์กับผู้เรียนหรือนักศึกษาที่อยู่ในสถานศึกษา (ไล่ออก)
- การมีพฤติกรรมทางกายที่เป็นการสัมผัสเนื้อตัวโดยส่อให้เห็นถึงเจตนาหรือจุดมุ่งหมายที่จะดำเนินไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ (ปลดออก)
- การมีพฤติกรรมทางกายอันหนึ่งอันใดหรือหลายพฤติกรรมประกอบกันแม้จะไม่มีการสัมผัสเนื้อตัวแต่มีหรือส่อให้เห็นถึงเจตนาล่วงเกินความเป็นส่วนตัวหรือความรู้สึกส่วนตัวในทางเพศและมีผลทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับความอับอายความอึดอัดความคับข้องใจ (เช่นการมองในลักษณะถ้ำมองการมองด้วยเจตนาล่วงเกินทางเพศการให้ดูสื่อลามกอนาจารการสั่งให้นักเรียนแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมหรือให้แต่งกายที่ไม่เหมาะสมในทางเพศเป็นต้น :ปลดออก)
ตัวอย่างการกระทำที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็น “ผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา 94 วรรคสองและวรรคสาม
- ใช้เอกสารหนังสือรับรองเงินเดือนปลอมไปประกันตัวจำเลยในคดีอาญาจนถูกศาลพิพากษาลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมและละเมิดอำนาจศาล (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1608/2547)
- มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1022/2548)
- กระทำอนาจารเด็กนักเรียนหญิงซึ่งเป็นศิษย์ของตน (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่1239/2546 และที่ 676/2547)
- ล่อลวงนักเรียนหญิงซึ่งเป็นศิษย์ไปข่มขืนกระทำชำเรา (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 1006/2547 และที่ 787/2548)
- มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนักศึกษาหญิงซึ่งเป็นศิษย์ในขณะที่ตนเองมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่อ.96/2547)
- กระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราข้าราชการครูสตรีซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา (คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่ 679/2548)
มาตรา 95 ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยและดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย
การเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยให้กระทำโดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีการฝึกอบรมการสร้างขวัญและกำลังใจการจูงใจหรือการอื่นใดในอันที่จะเสริมสร้างและพัฒนาเจตคติจิตสำนึกและพฤติกรรมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปในทางที่มีวินัย
การป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยให้กระทำโดยการเอาใจใส่สังเกตการณ์และขจัดเหตุที่อาจก่อให้เกิดการกระทำผิดวินัยในเรื่องอันอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการป้องกันตามควรแก่กรณีได้
เมื่อปรากฏกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้วให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที
เมื่อมีการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยยังไม่มีพยานหลักฐานให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยจึงจะยุติเรื่องได้ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที
การดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยให้ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 7
ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรานี้และตามหมวด 7 หรือมีพฤติกรรมปกป้องช่วยเหลือเพื่อมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาถูกลงโทษทางวินัยหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริตให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย
มาตรานี้กำหนดหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาดังนี้
1. เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย
2. ป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย
3. ดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดวินัย
ทั้งนี้ถ้าผู้บังคับบัญชาผู้ใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวหรือปฏิบัติโดยไม่สุจริตผู้บังคับบัญชาผู้นั้นจะมีความผิดทางวินัย
วิธีเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัยนั้นกฎหมายได้บัญญัติแนวทางดำเนินการไว้ดังนี้
1) ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในการรักษาวินัย
2) ฝึกอบรมผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้มีวินัย
3) สร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย
4) จูงใจให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย
5) ดำเนินการอย่างอื่นใดที่จะเสริมสร้างและพัฒนาทัศนคติจิตสำนึกและพฤติกรรมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปในทางที่มีวินัย
วิธีป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยนั้นกฎหมายได้บัญญัติแนวทางดำเนินการไว้ดังนี้
1) เอาใจใส่สังเกตการณ์ว่าจะมีเหตุอันอาจก่อให้เกิดการกระทำผิดวินัยอย่างใดขึ้นบ้างหรือไม่
2) ขจัดเหตุที่อาจก่อให้เกิดการกระทำผิดวินัย
วิธีดำเนินการทางวินัยกฎหมายได้บัญญัติแนวทางปฏิบัติก่อนดำเนินการทางวินัยไว้ดังนี้
1) ถ้ามีมูลว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้วก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที
2) ถ้ามีผู้กล่าวหา (ต้องปรากฏตัวผู้กล่าวหาไม่ใช่บัตรสนเท่ห์) หรือผู้บังคับบัญชาสงสัยว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยยังไม่มีพยานหลักฐานผู้บังคับบัญชาต้องรีบสืบสวนหรือพิจารณาว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาหรือไม่ถ้าไม่มีมูลก็ยุติเรื่องได้ถ้ามีมูลก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที
สำหรับการดำเนินการมีข้อพึงสังเกตว่าผู้บังคับบัญชาจะเก็บเรื่องที่มีผู้กล่าวหาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนไว้โดยไม่ดำเนินการอย่างใดหาได้ไม่จะต้องรีบสืบสวนหรือพิจารณาว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาหรือไม่ถ้าสืบสวนหรือพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีไม่มีมูลจึงจะยุติเรื่องได้อย่างไรก็ดีกรณีที่มีผู้กล่าวหาซึ่งผู้บังคับบัญชาจะต้องสืบสวนหรือพิจารณาดังกล่าวนั้นหมายถึงการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหาเท่านั้นถ้าเป็นบัตรสนเท่ห์ก็ไม่จำต้องดำเนินการดังกล่าว
มีข้อพึงสังเกตอีกประการหนึ่งว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ต้องการให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งที่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นกรณีมีมูลจึงต้องให้ผู้บังคับบัญชาสืบสวนหรือพิจารณาเสียก่อนว่ากรณีมีมูลหรือไม่เมื่อเห็นว่ากรณีมีมูลจึงจะดำเนินการทางวินัยได้ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ข้าราชการเสียชื่อเสียงหรือเสียสิทธิประโยชน์ไปโดยไม่สมควร
“กรณีมีมูล” หมายความว่ามีที่มาหรือมีต้นเหตุอันเป็นที่มาของเรื่องนั้นๆ
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 95
1. เป็นผู้บังคับบัญชา
2. ไม่ดำเนินการทางวินัยทันทีเมื่อมีพยานหลักฐานเบื้องต้นอันมีมูลว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย
3. ปกป้องช่วยเหลือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา
4. ดำเนินการโดยไม่สุจริต
ตัวอย่างพฤติการณ์ความผิด
- เจตนาหรือละเลยไม่นำพาริเริ่มดำเนินทางวินัยเมื่อมีการกล่าวหาหรือร้องเรียนว่ามีการกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นแล้ว (ภาคทัณฑ์)
- กรณีที่เป็นการกล่าวหาโดยหน่วยงานของรัฐเช่นสตง.,ปปช. ซึ่งได้มีการตรวจสอบสืบสวนหรือสอบสวนมาก่อนแล้วผู้บังคับบัญชาไม่ได้ดำเนินการทางวินัยทันที (ภาคทัณฑ์)
- เมื่อมีผู้กล่าวหาหรือสงสัยว่าผู้ใดกระทำผิดวินัยแต่ยังไม่มีพยานหลักฐานผู้บังคับบัญชา
ต้องสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่าเป็นกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ (ภาคทัณฑ์)
- ไม่สั่งยุติเรื่องเมื่อพบว่าเป็นกรณีไม่มีมูล (ภาคทัณฑ์)
- พบว่าเป็นกรณีมีมูลแต่ผู้บังคับบัญชาไม่ดำเนินการต่อไป (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
- กลั่นแกล้งผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในการกล่าวหาหรือดำเนินการทางวินัย (ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน)
มาตรา 96 ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติทางวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้ผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิดวินัยจักต้องได้รับโทษทางวินัยเว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 7
โทษทางวินัยมี 5 สถานคือ
(1) ภาคทัณฑ์
(2) ตัดเงินเดือน
(3) ลดขั้นเงินเดือน
(4) ปลดออก
(5) ไล่ออก
ผู้ใดถูกลงโทษปลดออกให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าเป็นผู้ลาออกจากราชการ
มาตรานี้กำหนดโทษทางวินัยไว้ 5 สถานโทษโทษภาคทัณฑ์ตัดเงินเดือนลดขั้นเงินเดือนเป็นโทษวินัยไม่ร้ายแรงโทษปลดออกไล่ออกเป็นโทษวินัยอย่างร้ายแรงและโทษปลดออกมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ
โทษ 5 สถานดังกล่าวข้างต้นอาจแบ่งออกเป็น 3 ระดับดังนี้
1. โทษสำหรับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงได้แก่ไล่ออกปลดออกซึ่งหากมีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ำกว่าปลดออก (มาตรา 99)
2. โทษสำหรับความผิดวินัยที่ไม่ถึงขั้นร้ายแรงได้แก่ลดขั้นเงินเดือนหรือตัดเงินเดือนซึ่งหากมีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษจากลดขั้นเงินเดือนเป็นตัดเงินเดือนหรือจากโทษตัดเงินเดือนเป็นภาคทัณฑ์ก็ได้
3. โทษสำหรับความผิดวินัยเพียงเล็กน้อยได้แก่ภาคทัณฑ์และหากเป็นความผิดวินัยครั้งแรกจะงดโทษให้โดยว่ากล่าวตักเตือนหรือให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือไว้ก็ได้
การลงโทษผู้กระทำผิดวินัยในแต่ละระดับนั้นผู้มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็นจะต้องใช้ดุลพินิจในการพิจารณาหรือการสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิดตามที่กฎหมายกำหนดและนอกจากนี้จะต้องนำหลักมโนธรรมหลักความเป็นธรรมและนโยบายของทางราชการมาประกอบการพิจารณาด้วย
อนึ่งโทษลดขั้นเงินเดือนอาจไม่มีผลใช้บังคับกับตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 38 ค. (2) ซึ่งนำระบบการเลื่อนเงินเดือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดยอนุโลมและปัจจุบันไม่มีโทษให้ออกการให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนไม่ใช่การลงโทษอย่างไรก็ดีถ้าผู้ถูกสั่งให้ออกเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็มีสิทธิร้องทุกข์ต่อก.ค.ศ. ได้
มาตรา 97 การลงโทษข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ทำเป็นคำสั่งวิธีการออกคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษให้เป็นไปตามระเบียบของก.ค.ศ. ผู้สั่งลงโทษต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิดและมิให้เป็นไปโดยพยาบาทโดยอคติหรือโดยโทสะจริตหรือลงโทษผู้ที่ไม่มีความผิดในคำสั่งลงโทษให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยในกรณีใดตามมาตราใดและมีเหตุผลอย่างใดในการกำหนดสถานโทษเช่นนั้น
มาตรานี้กำหนดวิธีการสั่งลงโทษโดยต้องทำเป็นหนังสือและมีรายละเอียดของคำสั่งดังนี้
1. ทำเป็นคำสั่ง
2. วิธีการออกคำสั่งเป็นไปตามระเบียบก.ค.ศ.
3. ต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิด
4. ต้องไม่เป็นการลงโทษโดยพยาบาทอคติหรือโดยโทสะจริตหรือลงโทษผู้ที่ไม่มีความผิด
5. คำสั่งลงโทษให้ระบุกรณีกระทำผิดมาตราที่ปรับบทความผิด
6. เหตุผลในการกำหนดสถานโทษ
คุณธรรมสำหรับครู
ในปัจจุบันนี้ครูอาจารย์มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการให้การศึกษาแก่เยาวชนแห่งชาติการที่จะเป็นครูอาจารย์ที่ดีนั้นจึงควรมีสิ่งสำคัญ 3 ประการดังนี้
1. มีความรู้ในเนื้อหาวิชา
2. มีเทคนิคการสอนที่ดีแม่นยำในวิธีการสอน
3. มีคุณธรรมและความประพฤติดี
เพราะฉะนั้นครูที่ดีจึงไม่ใช่มีความรู้อย่างเดียวแต่จะต้องมีคุณธรรมควบคู่ไปด้วย
ความหมายของคุณธรรม
ราชบัณฑิตยสถาน (2525: 187) ได้ให้ความหมายของคุณธรรมไว้ว่าเป็นสภาพคุณงามความดี
กู๊ด (Good 1973: 641) ได้ให้ความหมายของคุณธรรม (Virtue) ไว้ดังนี้คือ
1. คุณธรรมคือความดีงามของลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมที่ได้กระทำจนเคยชิน
2. คุณธรรมคือคุณภาพที่บุคคลได้กระทำตามความคิดและมาตรฐานของสังคมซึ่งเกี่ยวข้องกับความประพฤติและศีลธรรม
3. คุณธรรมคือคุณสมบัติที่ยึดมั่นในการปฏิบัติทางจรรยาต่อสังคม
ประภาศรีสีหอำไพ (ประภาศรีสีหอำไพอ้างในทองคูณหงส์พันธุ์และคณะ 2537: 118) กล่าวว่าคุณธรรมหมายถึงหลักธรรมจริยาที่สร้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในทางศีลธรรมมีคุณงามความดีภายในจิตใจอยู่ในขั้นสมบูรณ์จนเต็มเปี่ยมด้วยความสุขการเป็นผู้มีคุณธรรมคือการปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบอันดีงาม
พุทธทาสภิกขุ (2529: 89-91) ได้อธิบายไว้ดังนี้
คำว่า “คุณ” หมายถึงค่าที่มีอยู่ในแต่ละสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือเป็นไปได้ทั้งทางดีและทางร้ายคือทำให้จิตใจยินดีก็เรียกว่าคุณทำให้จิตใจยินร้ายก็เรียกว่าคุณซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของมันผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยประการทั้งปวงจะอยู่เหนือความหมายของคำคำนี้
ส่วนคำว่า “ธรรมะ” มีความหมาย 4 อย่างคือ
1. ธรรมะคือธรรมชาติเรามีหน้าที่ต้องเกี่ยวข้อง
2. ธรรมะคือกฎของธรรมชาติเรามีหน้าที่ต้องเรียนรู้
3. ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติเรามีหน้าที่ต้องปฏิบัติ
4. ธรรมะคือผลจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นเรามีหน้าที่จะต้องมีหรือใช้มันอย่างถูกต้อง
กล่าวโดยสรุปคุณธรรมคืออุปนิสัยอันดีงามที่อยู่ในจิตใจของคนอยู่ในความรู้สึกผิดชอบชั่วดีซึ่งเป็นสิ่งที่จะควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกสนองความปรารถนา
คุณธรรมแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1. คุณธรรมแบบทาส (Slave Virtue) เป็นลักษณะคุณธรรมที่ยึดถือและปฏิบัติตามแบบอย่างของผู้ที่ทรงไว้ด้วยคุณงามความดีเช่นถือแบบอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ผู้บังคับบัญชาเป็นต้น
2. คุณธรรมแบบนาย (Master Virtue) เป็นลักษณะคุณธรรมที่ยึดถือและปฏิบัติตามมโนธรรมของตนเองที่เห็นว่าถูกต้องดีงามเช่นการให้ความยุติธรรมแก่ลูกน้องหรือบุคคลรอบข้างเป็นต้น
ความสำคัญของคุณธรรม
คุณธรรมมีความสำคัญต่อบุคคลสังคมและชาติบ้านเมืองเพราะถ้าในสังคมใดมีสมาชิกที่ไร้คุณธรรมสังคมก็จะมีแต่ความวุ่นวายและยากต่อการพัฒนาเช่นเดียวกับในสังคมของครูถ้าครูเป็นผู้ไร้คุณธรรมนอกจากจะทำให้ตนเองและสถาบันวิชาชีพตกต่ำแล้วยังจะทำให้สังคมและชาติบ้านเมืองต้องตกต่ำไปด้วย
ยนต์ชุ่มจิต (2541: 219-220) กล่าวว่าครูที่มีคุณธรรมย่อมทำให้เกิดประโยชน์และมีความสำคัญหลายประการดังนี้คือ
1. ด้านตัวครู
1.1 ทำให้ครูมีความเจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงในอาชีพ
1.2 ได้รับคำยกย่องสรรเสริญจากบุคคลทั่วไปเป็นที่เคารพเชื่อฟังของศิษย์
1.3 มีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขไร้ภยันตรายใดๆเพราะแวดล้อมด้วยความรักและนับถือจากศิษย์และประชาชนทั่วไป
2. ด้านสถาบันวิชาชีพ
2.1 ทำให้ชื่อเสียงของคณะครูเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของปวงชน
2.2 งานวิชาชีพครูมีความเจริญก้าวหน้าเพราะครูอาจารย์ทำงานเต็มกำลังความสามารถมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ใหม่ๆ
2.3 สถาบันการศึกษาได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่เพราะได้รับความร่วมมือช่วยเหลือจากประชาชนเต็มที่
3. ด้านสังคม / ชุมชน
3.1 สมาชิกของสังคมเป็นคนดีมีคุณธรรมสูงรู้จักสิทธิและหน้าที่อย่างถูกต้อง
3.2 สังคมมีสันติสุขเพราะสมาชิกของสังคมมีคุณธรรม
3.3 สังคมได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในทุกๆด้าน
4. ด้านความมั่นคงของชาติ
4.1 สถาบันชาติศาสน์กษัตริย์มีความมั่นคงเพราะประชาชนมีความรักความเข้าใจและเห็นความสำคัญอย่างแท้จริง
4.2 ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชาติมีความมั่นคงถาวรเพราะครูอาจารย์ได้อบรมสั่งสอนศิษย์ให้มีความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
คุณธรรม 4 ประการสำหรับคนไทย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชได้ทรงพระราชทานหลักคุณธรรมสำหรับคนไทยไว้ 4 ประการซึ่งคนเป็นครูควรจะถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตด้วยคือ
“.....คุณธรรมที่ทุกคนควรจะศึกษาและน้อมนำมาปฏิบัติมีอยู่สี่ประการคือ
ประการแรกคือการรักษาความสัจความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
ประการที่สองคือการรู้จักข่มใจตัวเองฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดี
ประการที่สามคือการอดทนอดกลั้นและอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงทุจริตไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด
ประการที่สี่คือการรู้จักละวางความชั่วความทุจริตและรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
คุณธรรมทั้ง 4 ประการนี้ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้มีความงอกงามขึ้นโดยทั่วๆกันแล้วจะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุขความร่มเย็นและมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์”
คุณธรรมสำหรับครูตามแนวพระพุทธศาสนา
ท่านพุทธทาสภิกขุได้มีทัศนะเกี่ยวกับคุณธรรมครูว่าครูควรจะต้องมีคุณธรรม 4 ประการตามพระพุทธองค์ดังนี้
1. พระวิสุทธิคุณคือครูจะต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสปราศจากโลภะโทสะโมหะไม่อาฆาตพยาบาทรู้จักการให้อภัยและมีมุทิตาจิตต่อศิษย์
2. พระปัญญาคุณคือครูจะต้องมีปัญญาที่เฉียบแหลมสามารถช่วยแก้ปัญหาให้ศิษย์ได้
3. พระกรุณาธิคุณคือครูจะต้องมีความเมตตากรุณาต่อศิษย์
4. ขันติคือครูจะต้องมีความอดทนต่อความเหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ
พระวรธัมโมภิกขุได้กล่าวว่าคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นครูที่สมบูรณ์ได้มีดังนี้คือ
1. ครูต้องเป็นผู้ที่มั่นใจในเรื่องทางวิญญาณเพราะครูมีหน้าที่เป็นผู้นำทางวิญญาณและมีหน้าที่ยกระดับจิตใจของเยาวชนให้สูงขึ้นโดยครูจะต้องถือว่าเป็นความรับผิดชอบของครูโดยตรง
2. ครูต้องมีธรรมะคือต้องใช้ธรรมะหล่อเลี้ยงชีวิตให้ชุ่มชื่นให้มีความอิ่มใจมีปิติปราโมทย์มิฉะนั้นชีวิตครูจะน่าเบื่อหน่ายไม่รื่นรมย์
3. ครูต้องเป็นเสมือนพระโพธิสัตว์คือบุคคลผู้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมีคติประจำใจที่ว่ายอมลำบากเพื่อให้คนอื่นสุขสบายเพราะครูควรยึดถือคุณธรรมของพระโพธิสัตว์เป็นหลักปฏิบัติคือ
1) สุทธิคือมีความบริสุทธิ์อยู่ในดวงจิตไม่มีโลภะโทสะโมหะไม่พยาบาทอาฆาตมาดร้ายมีแต่ให้อภัยและมีมุทิตาจิตในลูกศิษย์
2) ปัญญาคือการรู้เข้าใจสว่างไสวรู้เหตุแห่งความเสื่อมความเจริญของชีวิตครูควรใช้ปัญญาเพื่อปรับปรุงและส่งเสริมให้ลูกศิษย์ด้วยความเสียสละ
3) เมตตาคือมีความรักปรารถนาที่ไม่มีที่สิ้นสุดครูจะต้องให้ความเมตตาต่อลูกศิษย์แม้การอบรมสั่งสอนตักเตือนและการลงโทษก็ควรใช้ความเมตตาเป็นหลัก
4) ขันติคือการยอมอดทนต่อความเหนื่อยยากทั้งกายวาจาเพื่อสั่งสอนลูกศิษย์
สำหรับคุณธรรมหรือหลักธรรมที่ครูควรยึดถือและปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์โดยอาศัยหลักธรรมที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยเลือกธรรมที่เหมาะแก่หน้าที่การงานของครูเช่นขันติ (ความอดทน) สัมปชัญญะ (ความรู้สึกตัว) พรหมวิหาร 4 อคติ 4 เป็นต้น
หลักธรรมสำหรับครู
คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติผู้เป็นครูจึงควรศึกษาและนำคำสอนทางศาสนามาปฏิบัติมีธรรมะที่ครูควรยึดถืออยู่หลายหมวดดังต่อไปนี้
1. อิทธิบาท 4 คือคุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จหมายถึงการทำงานที่บรรลุตามวัตถุประสงค์ซึ่งอาจเป็นเรื่องหน้าที่การศึกษารวมทั้งชีวิตส่วนตัวมีอยู่ 4 อย่างคือ
1) ฉันทะ – ความพอใจในสิ่งนั้นคือพอใจรักที่จะเป็นครูทำงานด้านการสอนด้วยความชอบตั้งใจในการสอนมีการเตรียมการสอนที่เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างของเด็กมีการสอนที่ทำให้เด็กได้ทั้งความรู้และคุณธรรมมีเมตตากรุณาต่อเด็กไม่ลงโทษเด็กโดยไม่มีเหตุผลเช่นตีเด็กจนเกินขอบเขตไม่ปล่อยปละละเลยเมื่อเด็กทำความผิด
2) วิริยะ – เพียรประกอบสิ่งนั้นคือความพยายามประกอบอาชีพครูด้วยความขยันหมั่นเพียรตัวครูก็ต้องพยายามหาความรู้เพิ่มเติมมีการพัฒนาความรู้และตนเองตลอดเวลา
3) จิตตะ – เอาใจฝักใฝ่ไม่ทอดธุระคือเอาใจฝักใฝ่ในความเป็นครูคิดตลอดเวลาว่าครูเป็นอาชีพที่สำคัญในการจะพัฒนาเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมีความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด
4) วิมังสา – การหมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลสิ่งนั้นคือพิจารณาเหตุผลในอาชีพครูว่าทำได้ดีมีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่สอนดีเพียงใดและควรหาแนวทางใดมาปรับปรุงวิธีการสอนให้ดียิ่งขึ้น
2. โลกปาลธรรมธรรมคุ้มครองโลกคือธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่เดือดร้อนและวุ่นวายมี 2 อย่างคือ
1) หิริแปลว่าความละอายต่อบาปคือละอายใจต่อการทำความชั่วไม่ยอมทำบาป
2) โอตตัปปะแปลว่าความกลัวบาปคือเกรงกลัวต่อความชั่วและผลของความชั่ว
ต่างๆ
ทั้ง “หิริ” กับ “โอตตัปปะ” เป็นธรรมที่สร้างพื้นฐานของจิตใจไม่ให้คนทำความชั่ว
3. ธรรมอันทำให้งาม2 ประการคือ
1) ขันติคือความอดทนอดกลั้นความหนักแน่นของจิตใจเพื่อบรรลุความดีและความมุ่งหมายอันชอบความอดทนแบ่งได้ 3 ชนิดคือ
- อดทนต่อความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอันเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย
- อดทนต่อความลำบากเหนื่อยยากอันเนื่องจากความไม่ราบรื่นในการทำงาน
- อดทนต่อความเจ็บใจที่ได้รับจากคำพูดที่ไม่ดี
2) โสรัจจะคือความสงบเสงี่ยมอัธยาศัยงามมีวาจาสุภาพเรียบร้อยซึ่งเป็นธรรมที่คู่กับความอดทนคือเมื่อมีความอดทนแล้วต้องแสดงออกให้เป็นปกติทั้งกายวาจาธรรมทั้งสองประการนี้เรียกว่าเป็น “ธรรมที่ทำให้งาม”
4. พรหมวิหาร 4 หรือธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐหรือผู้มีจิตใจยิ่งใหญ่คือคุณธรรมที่ควรใช้ปกครองลูกศิษย์มี 4 ประการ
1) เมตตาคือมีความรักความปรารถนาดีมีไมตรีและต้องการช่วยให้ทุกคนได้ประโยชน์และมีความสุข
2) กรุณาคือความสงสารอยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากความเดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งหลาย
3) มุทิตาคือความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีจิตใจผ่องใสแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอและยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีและเจริญก้าวหน้า
4) อุเบกขาคือความมีใจเป็นกลางมีจิตเที่ยงธรรมไม่เอนเอียงด้วยความรักความชังปฏิบัติตนตามหลักการและเหตุผล
5. อคติ 4 คือความไม่เที่ยงตรงความลำเอียงผู้ที่เป็นครูอาจารย์และคนทั่วไปควรเว้นอคติ 4 อย่างนี้
1) ฉันทาคติ - ลำเอียงเพราะรัก, ชอบคือการช่วยเหลือเข้าข้างคนที่ตนรักทำให้เสียความเที่ยงธรรม
2) โทสาคติ - ลำเอียงเพราะความไม่ชอบคือการกลั่นแกล้งให้โทษคนที่เราเกลียดชัง
3) โมหาคติ - ลำเอียงเพราะความหลงความเขลาคือการกลั่นแกล้งให้คนที่เราเกลียดชัง
4) ภยาคติ - ลำเอียงเพราะความกลัวคือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือคนที่มีอำนาจหรืออิทธิพลเหนือเราทำให้เสียความยุติธรรม
6. สัปปุริสธรรม 7 คือธรรมของสัตบุรุษหรือธรรมของคนดีมี 7 ประการคือ
1) ธัมมัญญุตาความเป็นผู้รู้จักหลักและรู้จักเหตุคือรู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิตในการปฏิบัติต่อหน้าที่และดำเนินกิจการต่างๆรู้เข้าใจสิ่งที่ตนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล
2) อัตถัญญุตาความเป็นผู้รู้จักผลและความมุ่งหมายคือรู้ความหมายความมุ่งหมายของหลักการที่ตนปฏิบัติเข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำ
3) อัตตัญญุตาความเป็นผู้รู้จักตนคือรู้ตามเป็นจริงว่าตัวเรานั้นโดยฐานะภาวะเพศกำลังความรู้ความสามารถความถนัดฯลฯเป็นอย่างไร
4) มัตตัญญุตาความเป็นผู้รู้จักประมาณคือรู้จักพอดีเช่นรู้จักประมาณในการใช้จ่ายการบริโภคในการใช้จ่ายทรัพย์หรือในการพูดเป็นต้น
5) กาลัญญุตาความเป็นผู้รู้จักเวลาคือรู้เวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาที่พึงใช้ในการประกอบกิจหน้าที่การงานปฏิบัติการต่างๆและเกี่ยวข้องกับผู้อื่น
6) ปริสัญญุตาความเป็นผู้รู้จักชุมชนคือรู้จักการอันควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นชุมชนรู้จักระเบียบวินัยวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง
7) ปุคคลัญญุตาความเป็นผู้รู้จักบุคคลคือรู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคลรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆด้วยดี
7. มรรค 8 หมายถึงทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์เพื่อแก้ปัญหาชีวิตและปัญหาสังคม
หรือเป็นทางปฏิบัติสายกลาง 8 อย่างคือ
1) สัมมาทิฏฐิ - คือความเห็นชอบเช่นเห็นว่าทำดีย่อมได้ดีทำชั่วย่อมได้ผลชั่ว
เป็นต้น
2) สัมมาสังกัปปะ - คือความดำริชอบเช่นการดำริออกจากกามไม่มัวเมาในรูปรสกลิ่นเสียงและสัมผัส
3) สัมมาวาจา - คือการเจรจาชอบเช่นเว้นจากการพูดเท็จพูดส่อเสียดพูดคำหยาบและพูดเพ้อเจ้อการพูดและวิธีพูดของครูมีผลต่อความรู้สึกและจิตใจของนักเรียนเสมอดังนั้นครูควรพูดด้วยความจริงใจอ่อนโยนให้นักเรียนเกิดความเคารพนับถือ
4) สัมมากัมมันตะ - คือการกระทำชอบเป็นการทำงานที่ปราศจากโทษทั้งปวงเช่นไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์และไม่ประพฤติผิดประเวณีเป็นต้นครูต้องกระทำการเหล่านี้ด้วยความอดทนซื่อสัตย์และรอบคอบ
5) สัมมาอาชีวะ - คือการเลี้ยงชีวิตชอบไม่ทำมาหากินในทางที่ผิดศีลธรรมและผิดกฎหมายธรรมข้อนี้สำหรับครูคือไม่เบียดเบียนเวลาสอนไปทำอาชีพอย่างอื่นหรือรู้จักใช้เวลาว่างเพื่อค้นหาความรู้เพื่อใช้ในการสอน
6) สัมมาวายามะ - คือความเพียรพยายามชอบเป็นการเพียรพยายามมิให้ความชั่วเกิดเพียรละความชั่วเพียรกระทำความดีและรักษาความดี
7) สัมมาสติ - คือความระลึกชอบเป็นการระลึกในสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลต่างๆครูผู้ระลึกชอบย่อมเป็นครูผู้มีสติไม่เสียสติและอยู่ในทำนองคลองธรรมและไม่นอกลู่นอกทาง
8) สัมมาสมาธิ - คือความตั้งใจชอบเป็นความตั้งใจให้มีอารมณ์สงบระงับโลภโกรธหลงทั้งปวง
มรรคทั้ง 8 ประการนี้จัดเข้าเป็น “ไตรสิกขา” คือศีลสมาธิและปัญญา
ศีลได้แก่สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ
สมาธิได้แก่สัมมาวายามะสัมมาสติและสัมมาสมาธิ
ปัญญาได้แก่สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ
8. ทศพิธราชธรรมหรือราชธรรม 10 หมายถึงหลักธรรมสำหรับพระราชานักบริหารและผู้ทำหน้าที่ปกครองคนอื่นเช่นครูอาจารย์เป็นต้นทศพิธราชธรรมมี 10 อย่างคือ
1. ทานคือการให้การสละทรัพย์สิ่งของการช่วยเหลือ
2. ศีลคือความประพฤติเรียบร้อยทางกายวาจา
3. บริจาคะคือการเสียสละความสุขของตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น
4. อาชวะคือความซื่อตรงมีความจริงใจปฏิบัติงานด้วยความสุจริต
5. มัททวะคือความสุภาพอ่อนโยนมีอัธยาศัยงดงาม
6. ตบะคือการระงับยับยั้งมิให้กิเลสเข้าครอบงำมีความเป็นอยู่ธรรมดา
7. อักโกธะคือความไม่โกรธไม่ลุแก่อำนาจความโกรธมีเมตตาประจำใจ
8. อวิหิงสาคือความไม่เบียดเบียนไม่บีบบังคับกดขี่ไม่หลงระเริงอำนาจ
9. ขันติคือความอดทนอดทนต่อความยากลำบากต่อคำยั่วยุและเยาะเย้ยต่างๆ
10. อวิโรธนะคือความไม่ประพฤติผิดธรรมไม่หวั่นไหวต่อลาภยึดมั่นอยู่ในธรรม
หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนานี้เป็นเพียงธรรมะขั้นพื้นฐานที่ครูอาจารย์ทั้งหลายควรนำไปยึดถือปฏิบัติในฐานะที่เป็นครูเพื่อจะได้ประพฤติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์คุณธรรมสำคัญหลักๆเช่นขันติโสรัจจะคือผู้ที่เป็นครูต้องมีความอดทนอย่างมากในการจะเป็นครูที่ดีต้องมีความสงบเสงี่ยมสำรวมกายวาจาใจเพื่อทำหน้าที่ครูที่ดีและครูต้องมีหิริโอตตัปปะคือมีความละอายและความกลัวที่จะทำความชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้งครูต้องทำตัวในฐานะที่ควรได้รับการเคารพยกย่องสมกับเป็นครูที่ดีของสังคม
เสนีย์มีทรัพย์ (2530: 240-245) ได้ศึกษาคุณธรรมของครูที่เรียกว่า “คุรุธรรมนิยม” ซึ่งประกอบด้วยคุณธรรมของครูใน 4 ด้านคือ
1. อุดมคติของครู (Teacher’s Will)
2. วิญญาณของครู (Teacher’s Spirit)
3. คุณธรรมของครู (Teacher’s Qualification)
4. จริยธรรมของครู (Teacher’s Function)
หมวดที่ 1 อุดมคติของครู(Teacher’s Will) หมายถึงสิ่งที่ครูมีความตั้งใจในสิ่งที่ดีที่สุดที่พึงยึดถือมี
1. ยึดมั่นในสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์
2. รักและศรัทธาในอาชีพครู
3. ยินดีที่จะทำงานโดยไม่เห็นแก่ความยากลำบากแม้อยู่ในแห่งใดก็ตาม
4. ตั้งใจทำงานอย่างหนักเพื่อความเจริญก้าวหน้าของนักเรียน
5. เป็นสมาชิกและร่วมทำงานในสมาคมที่เกี่ยวกับการศึกษา
6. ดำรงตนให้เหมาะสมกับสภาพของอาชีพครูไม่หรูหราฟุ่มเฟือย
7. ธำรงไว้ซึ่งชื่อเสียงและเกียรติคุณแห่งอาชีพครู
8. ปรับปรุงแก้ไขตนเองอยู่เสมอ
9. ใฝ่หาความรู้ใส่ตนเองอยู่เสมอ
10. ตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติ
11. เชื่อมั่นว่าครูคือปูชนียบุคคล
12. อุทิศตนให้แก่การศึกษาด้วยความเต็มใจโดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน
หมวดที่ 2 วิญญาณของครู(Teacher’s Spirit) หมายถึงลักษณะที่เป็นแก่นแท้ในสภาวะของความเป็นครูซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. อดทนอดกลั้นต่อพฤติกรรมต่างๆของนักเรียน
2. อบรมนักเรียนให้เป็นคนดีของสังคม
3. หาทางขจัดปัญหาของนักเรียนให้หมดไป
4. รักและหวังดีต่อนักเรียนเสมือนบุตรธิดาของตน
5. เป็นมิตรกับนักเรียน
6. ให้กำลังใจนักเรียนทั้งด้านการเรียนและความประพฤติ
7. ให้เกียรติแก่นักเรียนโดยไม่เลือกชาติศาสนาฐานะครอบครัวเพศและวัย
8. สนใจและร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรของนักเรียนสม่ำเสมอ
9. กระตือรือร้นในการอบรมสั่งสอนและทำงานในหน้าที่
10. รับฟังความคิดเห็นของนักเรียนและนำมาพิจารณาไตร่ตรอง
11. พยายามหาทางแก้ปมด้อยของนักเรียน
12. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอ
13. แสดงความชื่นชมยินดีต่อความก้าวหน้าของนักเรียน
14. สนใจและติดตามความเป็นอยู่ของนักเรียนอยู่เสมอ
15. เอาใจใส่ต่อการเรียนของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ
16. เอาใจใส่ด้านความประพฤติและแนะแนวการเรียนให้นักเรียน
17. เอาใจใส่ต่อความป่วยไข้ของนักเรียน
18. ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากและความเหนื่อยหน่ายในงาน
19. ช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลน
20. ยินดีสอนพิเศษให้นักเรียนโดยไม่หวังผลตอบแทน
21. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ประเมินผลการสอนของครู
22. ร่วมมือกับผู้ปกครองในการอบรมสั่งสอนนักเรียนอย่างใกล้ชิด
23. ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
24. ให้กำลังใจและปลุกปลอบใจนักเรียนอยู่เสมอ
25. หมั่นสำรวจตนเองและปรับปรุงตนเองเสมอ
26. ภูมิใจและรับผิดชอบต่ออาชีพของตน
27. ขยันหมั่นเพียรในการสอนและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
28. ยึดมั่นในกิจกรรมที่ส่งเสริมประชาธิปไตย
29. พยายามใช้ความเพียรทุกอย่างเพื่อให้หน้าที่ของครูประสบผลสำเร็จ
30. เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน
31. รู้จริงและตั้งใจสอนจนเป็นแบบอย่างที่ดีได้
หมวดที่ 3 คุณธรรมของครู(Teacher’s Qualification) คือคุณสมบัติหรือคุณภาพดีตลอดจนความสามารถที่มีอยู่ภายในตัวครูมีลักษณะดังนี้
1. มีความรู้เพียงพอและถูกต้องในระดับที่สอน
2. รับฟังและเคารพเหตุผลของผู้อื่น
3. พิจารณาคุณค่าของนักเรียนแต่ละคนด้วยเหตุผล
4. ตัดสินหรือลงโทษนักเรียนอย่างมีเหตุผล
5. ยืดหยุ่นต่อปัญหาต่างๆและหาทางแก้ไขด้วยสันติวิธี
6. มีความคิดริเริ่ม
7. นำวิธีการใหม่ๆมาใช้ปรับปรุงการทำงานของตน
8. มีความยุติธรรมไม่ลำเอียง
9. มีอารมณ์มั่นคงและสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ตลอดเวลา
10. ไม่คิดแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุเกินความจำเป็น
11. ซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจ
12. ภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง
13. ให้เกียรติแก่เพื่อนร่วมอาชีพและบุคคลทั่วไป
14. ไม่ดูหมิ่นศาสนาอื่น
15. มีความกรุณาและสนใจเด็กเป็นรายบุคคล
16. รักษาความลับของนักเรียน
17. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือนักเรียนตามสมควร
18. เสียสละเพื่อประโยชน์ของสังคม
19. ไม่อาฆาตพยาบาทนักเรียน
20. ให้ความไว้วางใจแก่ผู้ร่วมงาน
หมวดที่ 4 จริยธรรมของครู(Teacher’s Function) หมายถึงการแสดงออกในสิ่งที่ควรปฏิบัติอันเป็นหน้าที่ที่ครูควรจะทำซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ประพฤติตนดีสม่ำเสมอ
2. ดำรงชีวิตและปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดีของชุมชน
3. ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมในด้านศีลธรรมวัฒนธรรมกิจนิสัยสุขนิสัยและอุปนิสัย
4. นำนักเรียนให้พ้นจากทางเสื่อมเสีย
5. ไม่ทำโทษนักเรียนจนเกินกว่าเหตุ
6. เป็นคนตรงต่อเวลา
7. สร้างความก้าวหน้าในอาชีพตามความสามารถของตน
8. เว้นการกระทำผิดเรื่องชู้สาว
9. รักษาชื่อเสียงและค่านิยมของโรงเรียนและคณะครู
10. ทำงานเป็นหมู่คณะได้ดี
11. ให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนร่วมอาชีพเดียวกัน
12. รับผิดชอบต่ออาชีพที่ได้รับมอบหมาย
13. รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
14. มีอารมณ์ขันแต่ไม่ตลกเหลวไหล
15. แต่งกายเรียบร้อยเสมอ
16. มีระเบียบวินัย
17. มีกริยาวาจาสุภาพอ่อนโยนยิ้มง่าย
18. แสดงกริยาวาจาสุภาพใช้ภาษาสุภาพและถูกต้อง
19. วางตนเหมาะสมเข้ากับชนทุกชั้น
20. ปฏิบัติตนได้เหมาะสมกับโอกาสและสถานที่
21. สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและผู้ปกครอง
22. แนะนำให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
23. ส่งเสริมให้นักเรียนมีความเมตตากรุณาอดทนซื่อสัตย์และสุภาพอ่อนโยน
24. ไม่ให้นักเรียนทำในสิ่งที่เกินความสามารถและเกินความศรัทธา
25. ปฏิบัติกับนักเรียนได้เหมาะสมกับเพศและวัย
26. ทำหน้าที่การงานด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง
27. รู้จักวิพากษ์วิจารณ์เพื่อปรับปรุงการศึกษาและการงานด้วยถ้อยคำที่สุภาพไม่ให้ผู้อื่นเสียกำลังใจ
28. สร้างชื่อเสียงและเกียรติคุณให้แก่ตนเองเพื่อนร่วมงานและสถาบัน
29. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกร้าวในหมู่คณะเช่นความริษยาและพยาบาท
30. ใช้กลวิธีสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้จริงประกอบด้วยคุณธรรมซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข
คุรุธรรมนิยมหรือคุณธรรมที่ครูควรยึดถือของเสนีย์มีทรัพย์ทั้ง 4 หมวดดังกล่าวแล้วข้างต้นเป็นคุณธรรมที่ครูสมควรใช้เป็นหลักในการปฏิบัติตนในหน้าที่
การพัฒนาคุณธรรมสำหรับครู
1. การพัฒนาตนเองให้มีเมตตาธรรมในดวงจิตบุคคลใดที่มีคุณธรรมมีความเมตตาอยู่ในดวงจิตก็ย่อมมีสำนึกที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนไม่ว่าตนเองจะอยู่ในบทบาทหรือฐานะใดก็ตาม
2. การพัฒนาตนเองให้มีความเชื่อมั่นในเรื่องคุณงามความดีมากกว่าวัตถุหรือปัจจัยภายนอกไม่ว่าจะเป็นลาภยศสรรเสริญมีความนับถือตนและวิชาชีพของตนเองไม่เห็นแก่ได้
3. การพัฒนาความคิดให้รู้จักแยกแยะความดีความชั่วและรู้จักเลือกใช้เหตุผลในทางที่เหมาะสม
4. การพัฒนาการเรียนรู้ในทางคุณธรรมและจริยธรรมทั้งจากประสบการณ์จากความจริงของชีวิตและสังคมเพื่อสร้างความพร้อมและพัฒนาการดำเนินชีวิตทั้งตนเองและในการทำงานให้มีคุณภาพ
5. การพัฒนาคุณธรรมให้ตนเองด้วยการมองตนเองวิเคราะห์ตนเองควบคุมและฝึกฝนตนเองให้มีความเป็นอยู่ที่ถูกต้องตามความเป็นจริงจนพัฒนาคุณธรรมในตนเองได้
คุณธรรมสำหรับครูเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นครูครูได้รับการยกย่องว่าเป็นปูชนียบุคคลเป็นคนที่ควรเคารพบูชาครูที่ดีต้องเป็นทั้งนักปราชญ์และผู้มีคุณธรรมแสดงว่าคุณธรรมของคนเป็นครูเป็นเรื่องสำคัญมากถ้าครูคนใดขาดคุณธรรมเช่นขาดความเสียสละขาดความมีน้ำใจงามขาดความเกรงใจความยุติธรรมคนนั้นจะเป็นครูที่สมบูรณ์ไม่ได้ซึ่งอาจกล่าวเน้นถึงความสำคัญของคุณธรรมของครูได้ว่า
การเป็นครู เป็นได้ เพราะใจสูง
เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน
ถ้าใจต่ำ เป็นได้ แต่เพียงคน
ย่อมเสียที ที่ตน เฝ้าเป็นครู
จริยธรรมของครู
ความหมายของจริยธรรม (Ethics)
คำว่า “จริยธรรม” มาจากคำจริยะ + ธรรมะคำว่า “จริยะ” หมายถึงความประพฤติหรือกริยาที่ควรประพฤติปฏิบัติส่วนคำว่า “ธรรมะ” มีความหมายว่าคุณความดีเมื่อนำสองคำมารวมเป็นคำว่า “จริยธรรม” จึงหมายถึงความประพฤติที่ดีงาม
จริยธรรมมีความหมายหลายแบบซึ่งนักการศึกษาทั้งไทยและต่างประเทศได้ให้ความหมายทางจริยธรรมไว้ดังนี้
กระมลทองธรรมชาติ (2529: 80) กล่าวว่าจริยธรรมหมายถึงธรรมหรือหลักความประพฤติที่ควรแก่การยึดถือและปฏิบัติตาม
พนัสหันนาคินทร์ (2520: 10) กล่าวว่าจริยธรรมหมายถึงความประพฤติอันพึงปฏิบัติต่อตนเองต่อผู้อื่นและต่อสังคมเพื่อให้เกิดความดีความถูกต้องและความเจริญรุ่งเรืองในสังคม
พุทธทาสภิกขุ (2521: 3) ให้ความหมายของจริยธรรมว่าจริยธรรมตรงกับคำว่า Ethics ในภาษาอังกฤษจริยแปลว่าควรประพฤติหรือพึงปฏิบัติ
ดวงเดือนพันธุมนาวิน (2522: 27) มีความเห็นต่างกันออกไปโดยกล่าวว่าจริยธรรมหมายถึงลักษณะทางจิตใจและสภาพแวดล้อมซึ่งทำให้บุคคลทำความดีและไม่ทำชั่ว
สาโรชบัวศรี (2522: 18) ได้ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ว่าจริยธรรมคือแนวทางในการประพฤติเพื่ออยู่กันได้อย่างร่มเย็นในสังคม
อารมณ์ฉนวนจิตร (2539: 7) ให้ความเห็นว่าจริยธรรมหมายถึงความประพฤติการปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามเป็นที่ยอมรับของสังคมและตนเอง
คาร์เตอร์วีกู๊ด (Carter V. Good. 1974: 314) ให้ความหมายของจริยธรรมว่าจริยธรรมคือการปรับตัวให้เข้ากับกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานของความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม
อัลเบิร์ดแบนดูรา (Bandura. 1977: 1) กล่าวสรุปไว้ว่าจริยธรรมคือกฎสำหรับการประเมินพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้
ลอร์เรนซ์โคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberg. 1976: 45) กล่าวว่าจริยธรรมเป็นพื้นฐานของความยุติธรรมซึ่งยึดถือเอาการกระจายสิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันโดยมิได้หมายถึงกฎเกณฑ์ที่บังคับโดยทั่วไปแต่เป็นกฎเกณฑ์ซึ่งมีความเป็นสากลที่คนส่วนใหญ่รับไว้ในทุกสถานการณ์ไม่มีการขัดแย้งกันเน้นอุดมคติดังนั้นพันธะทางจริยธรรมจึงเป็นการเคารพต่อสิทธิและข้อเรียกร้องของบุคคลอย่างเสมอภาคกัน
สรุปความหมายของคำว่า “จริยธรรม” จากทัศนะของผู้รู้ทั้งไทยและต่างประเทศมีความหมายตรงกันคือเป็นแนวปฏิบัติของคนในสังคมซึ่งบุคคลผู้นั้นควรยึดถือในการดำรงชีวิตและการทำตนเพื่อให้เกิดประโยชน์และมีความสงบสุขต่อตนเองผู้อื่นและสังคม
ความสำคัญของจริยธรรม
จริยธรรมนับว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนถ้าคนใดขาดจริยธรรมอาจมีผลร้ายต่อตนเองและสังคมสังคมที่มีคนขาดจริยธรรมมากย่อมเป็นสังคมที่วุ่นวายไร้ความสุขดังจะพบได้จากการเกิดวิกฤติศรัทธาในวิชาชีพหลายแขนงในปัจจุบันทั้งในวงการวิชาชีพครูแพทย์ตำรวจทหารหรือนักการเมืองเป็นต้นจึงมีคำกล่าวว่าเราไม่สามารถสร้างครูบนพื้นฐานของคนไม่ดีและไม่สามารถผลิตแพทย์ตำรวจทหารนักธุรกิจที่ดีได้ถ้าหากบุคคลเหล่านั้นมีพื้นฐานทางนิสัยและความประพฤติที่ไม่ดี
จริยธรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตและสังคมมีส่วนสำคัญที่จะนำความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้ามาสู่สังคมนั้นๆเพราะเมื่อคนในสังคมมีจริยธรรมจิตใจก็ย่อมสูงส่งมีความสะอาดและสว่างในจิตใจจะทำการใดก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไม่ก่อให้เกิดทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่นเป็นบุคคลที่มีค่ามีประโยชน์ต่อสังคมคนทุกคนควรได้รับการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมไปพร้อมๆกัน
เนื่องด้วยจริยธรรมและคุณธรรมมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนในสังคมมากซึ่งอาจสรุปความสำคัญของจริยธรรมและคุณธรรมได้ดังนี้คือ (วศินอินทสระ, 2539: 6-7)
1. ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปด้วยความราบรื่นและสงบไม่พบอุปสรรคถ้าคนในสังคมทุกคนมีคุณธรรมและจริยธรรมสังคมของเราก็จะสงบสุขตามไปด้วยทุกคนจะใช้เวลาที่มีทั้งหมดช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่นเป็นอารยประเทศไม่ต้องแบ่งเวลาไปคอยระมัดระวังอันตรายใดๆที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของคนเลว
2. ช่วยให้คนเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาคุณธรรมและจริยธรรมที่มีอยู่ในตัวแต่ละคนจะเตือนสติให้รักษาเกียรติยศชื่อเสียงของตนเองและวงศ์ตระกูลไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าสังคมก็จะสงบสุขประเทศชาติก็จะมั่งคั่งมั่นคง
3. ช่วยสร้างความมีระเบียบวินัยให้แก่บุคคลในชาติโดยจะเป็นตัวกำหนดการประพฤติปฏิบัติของบุคคลให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับว่าถูกต้องกฎเกณฑ์นั้นจะมาจากความพอใจของคนเพียงคนเดียวไม่ได้คนเมื่ออยู่ในสังคมจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงร่วมสังคมเดียวกันจะอยู่คนเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้เมื่อบุคคลประพฤติตามคุณธรรมและจริยธรรมของสังคมชีวิตก็จะมีระเบียบไม่ต้องพบกับอุปสรรคถ้าทุกคนปฏิบัติเหมือนกันสังคมและประเทศชาติก็จะเป็นระเบียบตามไปด้วย
4. ช่วยควบคุมไม่ให้คนชั่วมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นการปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นนับว่าเป็นคุณแก่สังคมเพราะนอกจากจะเป็นตัวอย่างโดยการชี้นำทางอ้อมแล้วยังจะออกปากแนะนำสั่งสอนโดยตรงได้อีกด้วยเช่นแนะนำให้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่าเห็นแก่ตัวอย่าเห็นแก่ได้จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นซึ่งส่งผลกระทบไปถึงความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติมิฉะนั้นผู้ที่คอยยึดเราเป็นตัวอย่างอาจหมดความศรัทธาและหมดกำลังใจสร้างคุณธรรมและจริยธรรมหันกลับไปทำความชั่วเช่นเดิมได้อีก
5. ช่วยทำให้มนุษย์นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ร่ำเรียนมาสร้างสรรค์แต่สิ่งดีมีคุณค่าถ้ามนุษย์นำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการประกอบอาชีพที่สุจริตย่อมสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้แก่คนทั่วไปรวมทั้งสังคมและประเทศชาติด้วยแต่ในทางตรงข้ามถ้ามนุษย์ขาดคุณธรรมและจริยธรรมก็จะนำความรู้และประสบการณ์ที่มีไปเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นสร้างความเสียหายให้สังคมและประเทศชาติเพียงหวังให้ตนเองมีทรัพย์มีความสุขผู้อื่นจะทุกข์อย่างไรก็ไม่คำนึงถึง
6. ช่วยควบคุมความเจริญทางด้านวัตถุและจิตใจของคนให้เติบโตไปพร้อมๆกันปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมีสูงมากถ้ามนุษย์นำความเจริญนี้มาใช้ในทางที่ผิดเช่นสร้างอาวุธมาประหัตประหารกันจนคนล้มตายลงเป็นจำนวนมากโดยหวังความเป็นใหญ่ความมีอำนาจความเดือดร้อนก็จะเกิดแก่คนทั่วไปแต่ถ้าผู้ผลิตเทคโนโลยีมีคุณธรรมและจริยธรรมเหตุการณ์เหล่านี้ก็จะไม่เกิดสิ่งที่จะได้รับการสร้างหรือผลิตขึ้นมาก็จะมุ่งแต่ประโยชน์ที่จะเกิดแก่คนทั่วไปเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องถ่ายเอกสารดาวเทียมฯลฯเพราะมีจิตใจที่สงบสุขจึงสร้างสรรค์แต่สิ่งที่มีคุณค่าต่อคนในสังคมและประเทศชาติ
ความสำคัญของคุณธรรมและจริยธรรมที่กล่าวมานี้ประเด็นที่สำคัญก็คือสามารถลดปัญหาและขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลสังคมและประเทศชาติได้เมื่อทุกคนประพฤติปฏิบัติตนดีแล้วอุปสรรคศัตรูภัยอันตรายก็จะหมดสิ้นไปผู้คนมีแต่ความรักต่อกันสังคมมีแต่ความสงบและประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรือง
ประเภทของจริยธรรม
การประพฤติของคนมีได้หลายระดับแยกตามสภาพจิตใจและจะได้รับผลมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของบุคคลผู้นั้นบางคนอาจปฏิบัติได้ระดับสูงสุดแต่บางคนก็ปฏิบัติได้ตามระดับมาตรฐานขั้นต่ำที่มนุษย์ควรปฏิบัติเท่านั้น
ดวงเดือนพันธุมนาวินและเพ็ญแขประจนปัจจนึก (2520: 4-6) แบ่งจริยธรรมออกเป็น 4 ประเภทคือ
1. ความรู้เชิงจริยธรรมหมายถึงลักษณะของความรู้ที่บุคคลต่างๆสามารถบอกได้ว่าควรทำหรือบอกได้ว่าพฤติกรรมใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเช่นการที่เรารู้ว่ามารยาทที่ดีนั้นเป็นอย่างไรหรือรู้ว่าเราต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่อย่างไรเป็นต้นความรู้เชิงจริยธรรมนี้ขึ้นอยู่กับอายุระดับการศึกษาและพัฒนาการทางสติปัญญาของคนด้วย
2. ทัศนคติเชิงจริยธรรมหมายถึงความรู้สึกของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความชอบหรือไม่ชอบทำดีเป็นลักษณะทำถูกต้องทำชอบเป็นลักษณะทำถูกใจการตัดสินความดีความชอบโดยถือเอาเกณฑ์ของความถูกต้องและความถูกใจของบุคคลมาประเมินค่าจริยธรรมจึงเป็นทัศนคติเชิงจริยธรรมเช่นการที่เราไม่พอใจคนที่แย่งที่นั่งคนแก่บนรถเมล์หรือไม่ช่วยคนที่ถือของพะรุงพะรัง
3. เหตุผลเชิงจริยธรรมหมายถึงการตัดสินใจที่จะกระทำพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งของบุคคลลงไปจะต้องประกอบด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นและเหตุผลเชิงจริยธรรมของบุคคลเกิดจากประสบการณ์และสติปัญญาของบุคคลนั้น
4. พฤติกรรมเชิงจริยธรรมหมายถึงการที่คนแสดงถึงพฤติกรรมที่สังคมชื่นชอบหรืองดการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบและค่านิยมในสังคมนั้นพฤติกรรมเชิงจริยธรรมซึ่งเป็นการกระทำที่สังคมเห็นชอบและสนับสนุนมีหลายประการเช่นการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเป็นต้น
ปราชญากล้าผจัญ (2544: 87) ได้แบ่งจริยธรรมออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. จริยธรรมสำหรับผู้ครองเรือนเป็นจริยธรรมเบื้องต้นที่มนุษย์ทั่วไปสามารถปฏิบัติได้เช่นศีล 5 เป็นธรรมประจำใจสำหรับผู้ครองเรือนที่เรียกว่าฆราวาสหรืออาคาริกชน(อยู่ในอาคารบ้านเรือน) มนุษย์ผู้ยังมีโลกียวิสัยอันอยู่ในขันธสันดาน
2. จริยธรรมสำหรับผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้แก่ธรรมอันมิใช่โลกได้แก่ผู้ที่งดเว้นจากกามทั้งปวงละโลกสละเพศฆราวาสออกบวชเป็นพระนักบวชฤๅษีชีไพรท่องเที่ยวไปในป่าเขาหรือไม่ก็จำพรรษาอยู่ในวัดหรือเป็นพระธุดงค์ออกจาริกแสวงบุญไปเรื่อยๆพวกนี้เรียกว่าอานาคาริกชน(พวกไม่มีบ้านช่องอาศัย)
องค์ประกอบของจริยธรรม
กระทรวงศึกษาธิการได้สรุปองค์ประกอบของจริยธรรมไว้ดังนี้คือ
1. ความรับผิดชอบต่อหน้าที่หมายถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความมานะพยายามไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยทั้งยังมีความละเอียดรอบคอบเพื่อให้ผลการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่นั้นบรรลุสำเร็จตามความมุ่งหมายโดยมีความพยายามที่จะปรับปรุงและแก้ปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ให้ดีขึ้น
2. ความซื่อสัตย์หมายถึงการประพฤติปฏิบัติอย่างเหมาะสมและตรงต่อความเป็นจริงประพฤติอย่างตรงไปตรงมาทั้งกายวาจาใจต่อตนเองและผู้อื่น
3. ความมีเหตุผลหมายถึงความสามารถในการใช้ปัญญาในการประพฤติปฏิบัติรู้จักไตร่ตรองไม่หลงงมงาย
4. ความกตัญญูกตเวทีความกตัญญูหมายถึงความรู้สึกสำนึกในการอุปการคุณที่ผู้อื่นมีต่อเรากตเวทีหมายถึงการแสดงออกและการตอบแทนบุญคุณดังนั้นความกตัญญูกตเวทีจึงหมายถึงความรู้บุญคุณและการตอบแทนต่อผู้อื่นและสิ่งที่มีบุญคุณ
5. การรักษาระเบียบวินัยหมายถึงการควบคุมการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องและเหมาะสมกับจรรยามารยาทข้อบังคับกฎหมายและศีลธรรมช่วยให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อยและเกิดความสุขความเจริญในประเทศชาติ
6. ความเสียสละหมายถึงการละความเห็นแก่ตัวการให้ปันกับคนที่ควรให้ด้วยกำลังกายกำลังทรัพย์กำลังปัญญารวมทั้งการรู้จักสลัดทิ้งอารมณ์ร้ายในตัวเอง
7. ความสามัคคีหมายถึงการที่ทุกคนมีความพร้อมเพรียงกันทั้งกายใจความคิดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมมือกันกระทำกิจการให้สำเร็จลุล่วงอย่างดี
8. การประหยัดหมายถึงการใช้สิ่งทั้งหลายพอเหมาะพอควรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดไม่ยอมให้มีส่วนเกินมากนัก
9. ความยุติธรรมหมายถึงการปฏิบัติด้วยความเที่ยงตรงสอดคล้องกับความเป็นจริงและเหตุผลไม่มีความลำเอียง
10. ความอุตสาหะหมายถึงความพยายามอย่างเข้มแข็งเพื่อให้เกิดความสำเร็จในการงาน
11. ความเมตตากรุณาหมายถึงความรักใคร่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุขความสงสารคือจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
คุณลักษณะทางจริยธรรม
คณะกรรมการกองวัฒนธรรม (กรมการฝึกหัดครู, 2525: 11) กล่าวถึงหลักจริยธรรมไว้ 10 ประการคือ
1. ให้มีความสำนึกในเรื่องชาติเกียรติวินัยกล้าหาญ
2. ให้มีความสำนึกในเรื่องซื่อสัตย์สุจริตและหิริโอตตัปปะ
3. ให้มีความสำนึกในเรื่องกตัญญูกตเวที
4. ให้มีความสำนึกในเรื่องเข้มแข็งขยันหมั่นเพียรและอดทน
5. ให้มีความสำนึกในเรื่องสุภาพอ่อนโยนและมารยาทอันดีงาม
6. ให้มีใจกว้างขวางรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
7. ให้มีความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ
8. ให้มีความเป็นระเบียบในการงานและความคิด
9. ให้มีความรู้จักรับผิดชอบและรู้จักหน้าที่
10. ให้มีความสามัคคีรู้จักแพ้รู้จักชนะและรู้จักขออภัยและให้อภัยซึ่งกันและกัน
กรมการฝึกหัดครู (2525: 26) ได้สรุปลักษณะทางจริยธรรมไว้ 30 ลักษณะคือ
1. ความซื่อสัตย์สุจริต
2. ความละอายและเกรงกลัวต่อการกระทำผิด
3. ความจริงใจต่อตนเองและผู้อื่น
4. ความรับผิดชอบ
5. การรักษาสาธารณสมบัติ
6. การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
7. การรักษาระเบียบวินัย
8. การเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย
9. ความสุภาพเรียบร้อย
10. ความเสียสละ
11. ความเมตตากรุณา
12. ความเป็นผู้มีน้ำใจ
13. ความสามัคคี
14. ความเป็นระเบียบ
15. ความรักชาติ
16. ความเป็นผู้นำ
17. ความยุติธรรม
18. ความมีเหตุผล
19. ความกตัญญูกตเวที
20. การเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่
21. การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี
22. ความเชื่อมั่นในตนเอง
23. ความมีสติ
24. การรู้จักควบคุมตนเอง
25. ความอุตสาหะ
26. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
27. ความเป็นผู้ยึดมั่นในศาสนา
28. การประหยัดและออมทรัพย์
29. ความเป็นผู้มีศีลธรรมประจำใจ
30. ความเป็นผู้รักสงบ
ประโยชน์ของจริยธรรม
จริยธรรมจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อนำไปปฏิบัติเพราะจริยธรรมเป็นหลักสำคัญสำหรับการปฏิบัติการศึกษาเพื่อเข้าใจหรืออธิบายได้เท่านั้นไม่มีประโยชน์แต่การนำจริยธรรมไปใช้ปฏิบัตินั้นจะเป็นประโยชน์ได้ดังนี้
1. ต่อตนเองคนที่มีจริยธรรมย่อมมีเครื่องมือที่ช่วยให้คิดให้กระทำในสิ่งที่ดีสร้างประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวมมีสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและจูงใจให้ทำแต่สิ่งดีๆมีความเจริญต่อตนเองเช่นคนที่ขยันเรียนมีความรับผิดชอบย่อมประสบความสำเร็จในการเรียนในทางตรงกันข้ามคนที่เกียจคร้านและขาดความขยันหมั่นเพียรก็จะสอบตกเป็นต้นหรือพนักงานขายของที่มีวาจาสุภาพอ่อนน้อมต่อลูกค้าย่อมจะได้รับคำชมมากกว่าผู้ที่มีกริยาวาจาหยาบคายไร้มารยาท
2. ต่อสังคมคนที่มีจริยธรรมย่อมทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและแก่ผู้อื่นอย่างน้อยการไม่ทำชั่วก็เป็นการช่วยให้สังคมไม่ต้องแก้ไขปัญหาถ้าคนในสังคมมีจริยธรรมดีสังคมนั้นก็จะมีความเจริญก้าวหน้าได้เช่นกันคนดีจึงเป็นผู้รักษาสังคมด้วยการไม่ทำลายสังคมไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรของประเทศสภาพแวดล้อมหรือการประพฤติทุจริตต่างๆ
3. ด้านการรักษาจริยธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่าทั้งทางกายใจและสังคมดังกล่าวมาแล้วจะรักษาไว้ได้ก็ด้วยการปฏิบัติถ้าไม่ปฏิบัติแล้วก็เป็นเพียงตัวหนังสือหรือคำพูดเปล่าๆจะช่วยใครไม่ได้ทั้งสิ้นการศึกษาจริยธรรมและนำไปปฏิบัติจึงเป็นการรักษาจริยธรรมให้คงอยู่
4. การพัฒนาบ้านเมืองต้องพัฒนาจิตใจคนก่อนหรืออาจพัฒนาควบคู่กันไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมเพราะการพัฒนาที่ไม่มีจริยธรรมเป็นแกนนำจะสูญเปล่าและเกิดผลเสียเป็นอันมาก
จริยธรรมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพครู
จริยธรรมของครูหมายถึงความประพฤติการกระทำตลอดจนความรู้สึกนึกคิดอันถูกต้องดีงามที่ครูควรประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนลูกศิษย์เพื่อนร่วมงานและบุคคลทั่วๆไป
จริยธรรมหลักที่สำคัญในสังคมไทยที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูควรยึดถือปฏิบัติมีดังนี้
1. การใฝ่ใจสัจธรรมถือว่าเป็นจริยธรรมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดเป็นจริยธรรมที่เน้นการใฝ่หาความจริงโดยยึดมั่นกับกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลและศรัทธาต่อการเข้าใจถึงความเป็นจริงของเรื่องราวต่างๆสมควรจะส่งเสริมให้ใช้เป็นตัวร่วมกับจริยธรรมอื่นๆทุกตัวกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลนี้อาจเทียบได้กับแนววิทยาศาสตร์คือ
1.1 เป็นวิธีแสวงหาข้อมูล
1.2 การกำหนดปัญหา
1.3 การสร้างทางเลือกในการแก้ปัญหา
1.4 การวิเคราะห์วิธีที่ดีในการสรุป
1.5 การยึดมั่นในกระบวนการวิทยาศาสตร์
2. การใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาถือว่าเป็นจริยธรรมที่เป็นข้อขยายของ “การใฝ่สัจธรรม” เน้นการปลูกฝังปัญญาให้เป็นผู้มีเหตุผลการปลูกฝังปัญญาควรใช้ธรรมะหมวดดังนี้คือ
2.1 กาลามสูตร
2.2 พละ 5
2.3 วุฒิธรรม 4
3. เมตตากรุณาถือว่าเป็นจริยธรรมพื้นฐานที่สำคัญเมื่อใช้ร่วมกับ “การใฝ่สัจธรรม” แล้วจะเป็นที่มาของจริยธรรมอื่นๆได้มากในการเสริมสร้างควรจะใช้ธรรมะทุกประการที่กำหนดไว้ในพรหมวิหาร 4 การแสดงออกของพรหมวิหาร 4 จะเป็นเชิงปฏิบัติตนตามธรรมะคือ
3.1 สังคหวัตถุ 4 เช่นมีการให้กล่าววาจาเหมาะสม
3.2 การประพฤติปฏิบัติการแสดงความเป็นที่เหมาะสม
4. สติสัมปชัญญะเป็นจริยธรรมสำคัญที่เน้นการควบคุมตนเองให้มีความพร้อมมีสภาพที่ตื่นตัวฉับไวในการรับรู้ทางประสาทสัมผัสในการตัดสินใจและในการกระทำพฤติกรรมอย่างเหมาะสมบนพื้นฐานของการสำรวมรอบคอบ
5. ความไม่ประมาทเป็นจริยธรรมเสริม “สติ-สัมปชัญญะ” ที่เน้นการพิจารณาสภาพการณ์แวดล้อมพิจารณาถึงผลที่จะตามมาของการกระทำหรือไม่กระทำพฤติกรรมต่างๆแล้วดำเนินการวางแผนการจัดสถานการณ์หรือการกระทำเพื่อให้บังเกิดผลที่ดีที่สุดอย่างเหมาะสม
6. ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นจริยธรรมที่เน้นความซื่อตรงต่อตนเองหน้าที่การงานคำมั่นสัญญาแบบแผนและกฎหมายความถูกต้องอันดีงาม
7. ความขยันหมั่นเพียรเป็นจริยธรรมที่ช่วยสร้างความสำเร็จในชีวิตควรใช้ร่วมกับ “ปัญญา” และจริยธรรมในหมวดอิทธิบาท 4 ที่เน้นความพอใจความเพียรความมีใจจดจ่อและความไตร่ตรองการฝึกปฏิบัติควรเน้นการควบคุมตนเองด้วยตนเองอันเป็นที่มาของความมีระเบียบวินัย
8. หิริ-โอตตัปปะคือความเกรงกลัวต่อการทำชั่วและละอายใจถ้าจะทำชั่วการฝึกปฏิบัติควรเน้นการควบคุมกายวาจาและความคิดให้มีความเหมาะสมถูกต้องทำนองคลองธรรมโดยอาจใช้จริยธรรมในหมวดดังนี้คือ
8.1 เบญจศีล
8.2 เบญจธรรม
8.3 กุศลกรรมบถ 10
เพราะเมื่อสอนให้เข้าใจถึงเหตุผลและคุณค่าของการไม่ทำความชั่วแล้วจะเป็นที่มาของการละอายใจไม่อยากทำความชั่วทั้งต่อหน้าและลับหลังรวมทั้งรับผิดชอบในผลอันเกิดจากการกระทำของตนเอง
การพัฒนาจริยธรรมสำหรับครู
ครูอาจใช้แนวทางการพัฒนาจริยธรรมของตนเองด้วยวิธีการต่างๆต่อไปนี้
1. สร้างวินัยแห่งตน
2. ยึดหลักมุ่งอนาคตมากกว่าปัจจุบัน
3. พัฒนาจิตใจด้วยหลักของการทำวิปัสสนากรรมฐานเพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพทางจิตและประสิทธิภาพในการคิดการใช้ปัญญาใคร่ครวญ
4. พยายามหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับตนเองที่อยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติได้และเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยมีการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆและการแก้ไขปรับปรุงในส่วนที่ตนเองบกพร่อง
ค่านิยมของครู
ความหมายของค่านิยม
ก่อสวัสดิพานิช (2518: 46) กล่าวว่าค่านิยมหมายถึงสิ่งที่บุคคลเห็นว่ามีคุณค่าจึงยอมรับมาปฏิบัติและหวงแหนไว้ระยะหนึ่งค่านิยมอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสมัยและความคิดเห็นของคนในสังคม
พนัสหันนาคินทร์ (2523: 20-23) กล่าวว่าค่านิยมหมายถึงความโน้มเอียงหรือแนวทางที่คนจะประพฤติปฏิบัติตนไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่ตัวเองได้พิจารณาไตร่ตรองแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนหรือสังคมยอมรับนับถือและปฏิบัติตามแนวคิดนั้นๆอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยก็ชั่วระยะหนึ่ง
สาโรชบัวศรี (2529: 8) กล่าวว่าค่านิยมหมายถึงแนวทางที่คนจะประพฤติปฏิบัติไปในทางใดทางหนึ่งที่ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือสังคมยอมรับและปฏิบัติไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง
กู๊ด (Good 1973: 637) ให้ความหมายของค่านิยมว่าค่านิยมหมายถึงคุณลักษณะใดๆที่ได้รับการพิจารณาว่ามีความสำคัญในด้านจิตวิทยาสังคมศีลธรรมหรือสุนทรียภาพ
เมื่อพิจารณาความหมายของค่านิยมตามที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่าค่านิยมหมายถึงแนวความคิดความประพฤติหรือการกระทำใดๆที่คนหรือสังคมเห็นชอบว่าเป็นสิ่งที่ควรแก่การประพฤติปฏิบัติตามจึงยอมรับนับถือเป็นแนวประพฤติปฏิบัติอาจจะเป็นระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดไปค่านิยมของคนนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยได้
ความสำคัญของค่านิยม
ค่านิยมมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ในทุกสังคมเพราะค่านิยมสามารถบ่งชี้ให้เห็นถึงสภาพความแตกต่างทางสังคมได้ความสำคัญของค่านิยมมีดังนี้
1. เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของมนุษย์
2. เป็นหลักในการประเมินผลของความประพฤติ
3. ช่วยรักษาเอกราชของชาติให้มั่นคงยืนยาว
ลักษณะสำคัญของค่านิยม
แรธส์ฮาร์มินและไซมอน (Raths, Harmin and Simon: 1966) ได้ให้เกณฑ์การพิจารณาลักษณะของสิ่งที่จัดเป็นค่านิยมไว้ 7 ประการดังนี้
1. การเลือกอย่างเสรีสิ่งที่เป็นค่านิยมต้องมีการเลือกอย่างเสรีหากมีการบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะไม่เป็นค่านิยมที่แท้จริงเพราะไม่ได้เกิดจากความนิยมหรือเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นๆอย่างแท้จริง
2. การเลือกจากหลายๆตัวเลือกค่านิยมที่เลือกนั้นเรามีโอกาสได้เลือกอย่างอื่นอีกหรือไม่หากมีเพียงอย่างเดียวก็หมายความว่าเราไม่มีโอกาสเลือกคุณค่าด้วยการนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่นถ้ามีเพียงอย่างเดียวคือจะรับหรือไม่รับเท่านั้นนั่นคือไม่มีโอกาสได้พิจารณาข้อดีข้อเสียดังนั้นค่านิยมที่เราจะยึดถือนั้นต้องได้มาจากค่านิยมหลายๆอย่างเพื่อจะได้มีโอกาสเปรียบเทียบคุณสมบัติต่างๆได้
3. การเลือกหลังจากการพิจารณาผลของแต่ละตัวเลือกการเลือกค่านิยมนั้นจะต้องมีการพิจารณาข้อดีข้อเสียของสิ่งต่างๆที่จะตามมาถ้าเลือกโดยไม่มีการพิจารณาให้รอบคอบแล้วไม่ถือว่าเป็นค่านิยมการเลือกค่านิยมต้องไม่ใช้อารมณ์แต่ควรใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ
4. การให้คุณค่ายกย่องเทิดทูนค่านิยมที่เลือกแล้วต้องมีการรักษาอย่างจริงจังมั่นคงถึงแม้ว่าจะไม่สบายใจที่จะทำแต่ก็ควรทำด้วยสำนึกในคุณค่าและความภาคภูมิใจเช่นการปราบปรามผู้เป็นภัยต่อแผ่นดินด้วยการเสี่ยงชีวิตแต่เราก็ภูมิใจกว่าการที่จะอยู่อย่างทาส
5. การยืนหยัดในค่านิยมที่ได้เลือกแล้วอย่างมั่นคงหากเราไม่แน่ใจในค่านิยมที่เราเลือกเราอาจจะเกิดความกระดากอายต่อการยอมรับในค่านิยมนั้นและไม่กล้ายืนยันถึงคุณค่าความดีของค่านิยมนั้นให้คนอื่นทราบโดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่เป็นมิตรหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วย
6. การกระทำตามค่านิยมที่ได้เลือกแสดงออกด้วยการปฏิบัติเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเรายอมรับในค่านิยมนั้นเช่นการเสียสละกำลังกายกำลังทรัพย์หรือเวลาเพื่อการกระทำตามค่านิยมที่เรายอมรับทั้งนี้เพราะค่านิยมจะเป็นสิ่งที่นำทางในการดำเนินชีวิตของเราหากเรายอมรับค่านิยมใดแต่ไม่ปฏิบัติตามก็จะเรียกเป็นค่านิยมไม่ได
7. การกระทำซ้ำๆมีการกระทำซ้ำๆในค่านิยมที่เรายอมรับการกระทำเพียงครั้งเดียวแล้วหายไปจะเรียกว่าเป็นค่านิยมไม่ได้ค่านิยมต้องคงทนถาวรและเป็นแบบฉบับในการดำเนินชีวิตของเราในช่วงเวลาอันยาวนานพอสมควร
สรุปว่าลักษณะของค่านิยมทั้ง 7 ประการนี้จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการทั้งสามคือการเลือก (Choosing) การเทิดทูน (Prizing) และการกระทำ (Acting)
1. การเลือกสามารถทำได้
1.1 อย่างเสรี
1.2 จากหลายๆตัวเลือก
1.3 หลังจากได้พิจารณาถึงผลที่จะเกิดจากการปฏิบัติตามค่านิยมแต่ละอย่างแล้ว
2. การยกย่องเทิดทูนสามารถทำได้โดย
2.1 การยกย่องเทิดทูนและมีความสุขกับค่านิยมที่เลือก
2.2 เต็มใจที่จะยืนหยัดในค่านิยมนั้นอย่างเปิดเผย
3. การกระทำแสดงออกโดย
3.1 ตามค่านิยมที่ยอมรับยึดถือนั้น
3.2 ซ้ำเป็นประจำในแบบกระสวนของชีวิตบางประการ
ชนิดของค่านิยม
ชนิดของค่านิยมตามแนวความคิดของฟินิกซ์ (Phenix) มีอยู่ 6 ชนิดคือ
1. ค่านิยมทางวัตถุ(Material Values) เป็นค่านิยมที่ช่วยให้ชีวิตและร่างกายของคนเราอยู่รอดต่อไปได้แก่ปัจจัยสี่คืออาหารเครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค
2. ค่านิยมทางสังคม(Social Values) เป็นค่านิยมที่กำหนดให้เกิดความรักความเข้าใจความต้องการทางสังคมของบุคคล
3. ค่านิยมทางความจริง(Truth Values) เป็นค่านิยมที่เกี่ยวกับความจริงซึ่งเป็นค่านิยมที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหาความรู้
4. ค่านิยมทางจริยธรรม(Moral Values) เป็นค่านิยมที่ทำให้เกิดความรับผิดชอบชั่วดี
5. ค่านิยมทางสุนทรียภาพ(Aesthetic Values) เป็นค่านิยมที่เกี่ยวกับความซาบซึ้งในความดีความงามของสิ่งต่างๆ
6. ค่านิยมทางศาสนา(Religious Values) เป็นค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนาความสมบูรณ์ในชีวิตรวมทั้งความศรัทธาและการบูชาทางศาสนาด้วย
สาโรชบัวศรี (2526: 10) ได้กล่าวอธิบายว่าค่านิยมโดยทั่วไปสามารถจำแนกเป็น 2 ประการคือ
1. ค่านิยมพื้นฐาน (Basic Values) ประกอบด้วยค่านิยม
1.1 ทางศีลธรรม (Moral Values)
1.2 ทางคุณธรรม (Ethical Values)
1.3 ทางธรรมเนียมประเพณีหรือวัฒนธรรม (Cultural Values)
1.4 ทางกฎหมาย (Legal Values)
2. ค่านิยมวิชาชีพ (Professional Values) ประกอบด้วยค่านิยม
2.1 ด้านอุดมการณ์ในชีวิตของตน
2.2 ด้านวินัยของวิชาชีพของตน
2.3 ด้านมารยาทของวิชาชีพของตน
2.4 ด้านพระราชบัญญัติเกี่ยวกับวิชาชีพของตน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่านิยม
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่านิยมมีอยู่หลายประการเช่น
1. ครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่สร้างบุคลิกภาพหรือลักษณะนิสัยให้แก่เด็กพ่อแม่จึงควรมีมาตรฐานปลูกฝังในการอบรมสั่งสอนลูกๆเช่นศีลธรรมมโนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมเป็นต้น
2. เพื่อนบ้านมีความสำคัญเพราะมีการติดต่อคบค้าสมาคมอยู่เนืองๆย่อมได้รับค่านิยมต่างๆ
3. โรงเรียนมีอิทธิพลต่อความประพฤติของนักเรียนมากไม่น้อยกว่าทางบ้านเพราะโรงเรียนมีหน้าที่สอนวิชาการอบรมจริยธรรมและฝึกภาคปฏิบัติ
4. ศาสนามีอิทธิพลอย่างยิ่งในการปลูกฝังค่านิยมทางจริยะและถือเป็นมาตรฐานการตัดสินความดีและความชั่วถูกผิดโดยตรง
5. วรรณกรรมและศิลปกรรมมีอิทธิพลต่อความประพฤติของเด็กเช่นการแสดงความกล้าความคดโกงความโหดร้ายทารุณความเมตตาสงสารเป็นต้น
6. สถานที่พักผ่อนหย่อนใจมีอิทธิพลต่อการเลือกใช้หรือบริการทางสังคมจึงควรใช้วิจารณญาณตัดสินตามความเหมาะสมของสภาพชีวิตวัยและฐานะการเงิน
7. สื่อสารมวลชนมีอิทธิพลต่อการปลูกฝังค่านิยมของผู้อื่นผู้ฟังผู้ชมรายการอาจทำให้จิตใจอ่อนไหวคล้อยตามหรืออยากทดลองโดยไม่รู้ตัว
8. ภาวะเศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตประจำวันอาจทำให้คนเราตัดสินใจในการทำความดีหรือความชั่วได้
9. ขนบธรรมเนียมประเพณีถือมาตรฐานตัดความดีและความชั่วอย่างหนึ่งคือถ้าถือปฏิบัติตามจารีตประเพณีก็ได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็นคนดีและถ้าฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าเป็นคนเลวคนชั่วเป็นคนไม่ดี
10. การรู้แจ้งคุณค่าของสิ่งนั้นด้วยตนเองโดยใช้เหตุผลสติปัญญาประกอบความรู้นึกคิดทำให้เกิดค่านิยมอย่างแน่นแฟ้นมั่นคงเช่นความเชื่อถือความศรัทธาเป็นต้น
ค่านิยมพื้นฐาน 5 ประการ
คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (2525: 2-4) ได้กำหนดค่านิยมพื้นฐาน 5 ประการเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2525 ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้ดำเนินชีวิตตามหลักคุณธรรมเพื่อความปลอดภัยสันติสุขของคนในชาติรวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอันเป็นพื้นฐานแห่งความมั่นคงของชาติดังนี้
1. การพึ่งตนเองขยันหมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ
2. การประหยัดและอดออม
3. การมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย
4. การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา
5. ความรักชาติศาสน์กษัตริย์
เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งค่านิยมดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเห็นสมควรวางแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้
1. การพึ่งตนเองขยันหมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ
1.1 การศึกษาหาความรู้อยู่เป็นนิจ
1.2 ฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถและความชำนาญ
1.3 ใช้ความรู้ความสามารถของตนเองให้เต็มที่ก่อนที่จะขอความร่วมมือจากผู้อื่น
1.4 มีความเข้มแข็งอดทนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและปัญหาทั้งปวง
1.5 ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
1.6 คิดชอบทำชอบและแก้ปัญหาได้
1.7 ขวนขวายประกอบอาชีพโดยสุจริตไม่เลือกงาน
1.8 รับผิดชอบต่อตนเองต่อส่วนรวมต่อหน้าที่และการกระทำ
1.9 ปฏิบัติงานให้สำเร็จเรียบร้อยไม่คั่งค้าง
2. การประหยัดและอดออม
2.1 มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย
2.2 มีความพอดีในการบริโภคละเว้นการผ่อนส่งที่เกินความสามารถ
2.3 ใช้ทรัพยากรและเวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
2.4 คำนึงถึงฐานะและเศรษฐกิจคิดก่อนจ่ายใช้เท่าที่จ่ายจริง
2.5 ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยหรือตระหนี่ถี่เหนียวเกินไป
2.6 จัดงานและพิธีต่างๆโดยใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น
2.7 เพิ่มพูนทรัพย์ด้วยการเก็บและนำไปทำให้เกิดประโยชน์
2.8 รู้จักใช้ดูแลรักษาและบูรณทรัพย์สินทั้งของตนและของส่วนรวม
2.9 วางแผนการใช้จ่ายให้รอบคอบมีสัดส่วนและออมไว้บ้างเพื่ออนาคต
3. การมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย
3.1 รักษาความสะอาดของบ้านเมือง
3.2 ช่วยกันรักษาและไม่ทำลายสาธารณสมบัติและสิ่งแวดล้อม
3.3 รู้จักสิทธิและหน้าที่และละเว้นการใช้อภิสิทธิ์รับบริการและให้บริการตามลำดับก่อนหลังสนับสนุนและส่งเสริมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายไม่แก้ปัญหาโดยวิธีรุนแรงหรือไม่ชอบด้วยระเบียบวินัยมีมารยาทในการขับขี่ยานพาหนะปฏิบัติตามกฎจราจรทำหน้าที่พลเมืองดีโดยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่เมื่อรู้เห็นการกระทำผิดระเบียบวินัยและกฎหมายรับผิดชอบและปฏิบัติตามระเบียบวินัยและกฎหมายในฐานะเจ้าหน้าที่
4. การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนาไม่เบียดเบียนประทุษร้ายต่อคนและสัตว์มีเมตตากรุณาไม่เห็นแก่ได้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละเห็นประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนตนไม่พูดปดไม่ยุยงให้แตกร้าวไม่พูดคำหยาบไม่พูดเหลวไหลมีความประพฤติในความสัมพันธ์ทางครอบครัวและเพศเว้นสิ่งเสพติดมีสติสัมปชัญญะมีความละอายและความเกรงกลัวต่อการกระทำชั่วมีความอดทนอดกลั้นมีความกตัญญูกตเวทีมีความซื่อสัตย์สุจริตละชั่วประพฤติดีทำจิตใจให้ผ่องใสเชื่อกฎแห่งกรรมเช่นทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
5. ความรักชาติศาสน์กษัตริย์
5.1 สถาบันชาติ
5.1.1 ศึกษาให้เข้าใจประวัติการดำรงอยู่ของชาติ
5.1.2 สอดส่องป้องกันภัยและแก้ไขความเสียหายที่กระทบกระเทือน
5.1.3 ป้องกันและรักษาผลประโยชน์ของชาติ
5.1.4 ส่งเสริมและรักษาเกียรติของชาติภาคภูมิใจในความเป็นไทยและนิยมไทย
5.1.5 สร้างเสริมความสามัคคีของคนในชาติ
5.1.6 ปฏิบัติหน้าที่ของพลเมืองดีโดยได้รับราชการทหารประกอบอาชีพสุจริตและเสียภาษีอากรเพื่อพัฒนาประเทศ
5.1.7 ยกย่องให้เกียรติผู้ที่ทำหน้าที่ป้องกันและเสียสละเพื่อประเทศชาติ
5.1.8 ปฏิบัติตามคติพจน์ที่ว่า “การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ”
5.2 สถาบันศาสนา
5.2.1 ศึกษาศาสนาให้มีความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องเพื่อประเทศชาติ
5.2.2 ปลูกความเชื่อความเลื่อมใสในศาสนาด้วยปัญญา
5.2.3 ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสนาในชีวิตประจำวัน
5.2.4 สอดส่องป้องกันภัยและแก้ไขความเสียหายที่กระทบกระเทือน
ความมั่นคงของสถาบันศาสนา
5.2.5 ช่วยกันส่งเสริมทนุบำรุงศาสนา
5.2.6 ไม่ทำลายปูชนียสถานปูชนียวัตถุและศิลปกรรมทางศาสนา
5.2.7 เผยแพร่ความรู้และการปฏิบัติตามหลักศาสนา
5.2.8 เคารพเทิดทูนศาสนาไม่กระทำการใดๆในทางดูหมิ่นเหยียดหยาม
5.2.9 สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้นับถือศาสนาต่างๆ
5.3 สถาบันพระมหากษัตริย์
5.3.1 ศึกษาหาความรู้ความเข้าใจอันเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
5.3.2 รักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
5.3.3 สอดส่องป้องกันภัยและแก้ไขความเสียหายที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์
5.3.4 แสดงความจงรักภักดีเทิดทูนพระเกียรติและเผยแพร่สถาบันพระมหากษัตริย์
5.3.5 ร่วมกันประกอบความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวโรกาสสำคัญที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
ค่านิยมที่ครูควรยึดมั่น
ค่านิยมของครูคือแนวคิดหรือความประพฤติอันดีงามที่ครูควรยึดถือเป็นหลักประจำใจและปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ยึดถือนั้นเป็นประจำ
ค่านิยมที่ครูควรยึดมั่นมีดังนี้
1. การพึ่งตนเองขยันหมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบ
2. การประหยัดและออม
3. การมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย
4. การปฏิบัติตามศีล 5 ในพระพุทธศาสนา (หรือข้อกำหนดของศาสนาที่ครูนับถือ)
5. ความซื่อสัตย์สุจริต
6. ความยุติธรรม
7. การรักษาสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์
8. ความนิยมไทย
9. การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมไทย
10. การศึกษาหาความรู้ในวิชาชีพและความรอบรู้ทั่วไป
11. ความมีสันโดษ
12. การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการมีอิสรภาพทางวิชาการ
13. ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน
14. การมีอุดมการณ์แห่งวิชาชีพ
15. การยึดมั่นในคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ
16. ความเสียสละ
17. ความกตัญญูกตเวทีต่อบุคคลที่มีพระคุณและสิ่งแวดล้อม
18. ความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
19. ความกล้าหาญกล้าพูดกล้าแสดงในสิ่งที่ถูกต้อง
20. ความสามัคคี
21. การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ค่านิยมที่ครูไม่ควรยึดมั่น
ค่านิยมที่ครูไม่ควรยึดมั่นคือสิ่งที่ครูไม่ควรจะยึดถือประจำใจเพราะเห็นว่าไม่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นครูและการประกอบอาชีพการงานของครู
ค่านิยมที่ครูไม่ควรยึดมั่นมีดังนี้
1. การถือฤกษ์ถือยาม
2. ความสนุกสนานเพลิดเพลิน
3. ความฟุ่มเฟือย
4. ความนิยมในศิลปวัฒนธรรมต่างชาติ
5. ความนิยมของนอก
6. การทำตัวตามสบาย
7. การยึดสิ่งศักดิ์สิทธิ์
8. การแสวงหาโชค
9. การใช้สิ่งเสพติดมึนเมาเป็นสื่อสัมพันธ์มิตรภาพ
10. การยกย่องผู้ประพฤติปฏิบัติผิดคุณธรรมให้เป็นบุคคลสำคัญ
การพัฒนาค่านิยมในวิชาชีพครู
การพัฒนาหมายถึงการทำให้เจริญขึ้นถ้าเป็นการพัฒนาคนหมายถึงการทำให้เกิดการเจริญงอกงามแก่ตนโดยมีลักษณะที่มีความเจริญงอกงามมาจากภายในกล่าวคือจิตใจของผู้ที่ได้รับการพัฒนานั้นยอมรับเพื่อความเจริญหรือเพื่อสำเร็จตามจุดประสงค์ของการพัฒนาการพัฒนาค่านิยมในวิชาชีพครูจึงหมายถึงการกระทำให้ครูยอมรับความสำคัญของวิชาชีพครูเพื่อความเจริญงอกงามของผู้ประกอบวิชาชีพครูและสถาบันวิชาชีพครูด้วยหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งการพัฒนาค่านิยมในวิชาชีพครูก็คือการทำความเชื่อความมั่นใจในคุณค่าของความเป็นครูให้ดีขึ้นบุคคลที่ควรได้รับการพัฒนานั่นคือนักศึกษาที่เลือกเรียนวิชาชีพครูพวกหนึ่งกับครูอาจารย์ที่กำลังทำหน้าที่การสอนตามโรงเรียนต่างๆอีกพวกหนึ่ง
ยนต์ชุ่มจิต (2541: 180-183) กล่าวว่าครูอาจารย์สามารถพัฒนาค่านิยมในวิชาชีพครูให้สูงขึ้นได้โดยการนำอาชีพทางการสอนหรือวิชาชีพครูไปเปรียบเทียบกับงานอื่นๆในด้านต่างๆดังต่อไปนี้คือ
1. เกียรติและศักดิ์ศรี
การมีเกียรติและศักดิ์ศรีของวิชาชีพครูมิใช่อยู่ที่การได้รับเงินเดือนครั้งละมากๆแต่อยู่ที่ความสุจริตของอาชีพตามพุทธภาษิตที่ว่า “สุกัมมิโกกิตติมาเวหาติ” แปลว่า “อาชีพที่สุจริตมีเกียรติทั้งสิ้น”
2. เป้าประสงค์ของวิชาชีพ
วิชาชีพหรืองานอาชีพบางอย่างมีเป้าประสงค์เพื่อฐานะทางเศรษฐกิจหรือความร่ำรวยของผู้ประกอบอาชีพการทำงานนั้นๆส่วนเป้าประสงค์ของวิชาชีพครูที่แท้จริงมิได้อยู่ในฐานะความร่ำรวยและการมีงานทำถือว่าเป็นเป้าประสงค์รองเป้าประสงค์สูงสุดของครูคือการยกระดับวิญญาณของศิษย์ไปสู่คุณธรรมอันสูงสุด
3. ความก้าวหน้าในอาชีพ
ในบรรดาอาชีพรับราชการด้วยกันอาชีพครูนับว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าอีกหลายๆอาชีพทั้งในด้านการเงินและระดับชั้นหลักฐานในเรื่องนี้จะสังเกตได้จากมีบุคคลที่รับราชการอื่นๆพยายามหาโอกาสศึกษาต่อทางวิชาชีพครูเพื่อหาโอกาสสอบแข่งขันบรรจุเข้าเป็นครูกันจำนวนมาก
4. สถานภาพทางวิชาชีพ
วิชาชีพครูได้รับการยกย่องให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆซึ่งได้แก่แพทย์พยาบาลทนายความตุลาการสถาปัตยกรรมวิศวกรรมและผู้ตรวจสอบบัญชีเพราะวิชาชีพเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการศึกษาเป็นระยะยาวนานต้องมีการฝึกฝนอบรมต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในวิชาชีพอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปจากการเปรียบเทียบงานอาชีพครูกับงานอาชีพอื่นๆดังกล่าวมาแล้วจะเห็นว่าวิชาชีพครูมิได้มีความด้อยไปกว่าวิชาชีพอื่นๆเลยไม่ว่าจะเป็นในด้านความมีเกียรติมีศักดิ์ศรีในสังคมการกระทำประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมืองความเจริญก้าวหน้าในการประกอบอาชีพหรือสถานภาพทางวิชาชีพเมื่อเป็นเช่นนี้นักศึกษาครูและครูอาจารย์ทุกคนจึงควรมีความมั่นใจเชื่อมั่นในคุณค่าของความเป็นครูปฏิบัติหน้าที่ของครูอาจารย์พัฒนาความสามารถในการสอนเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเองของศิษย์และของชาติบ้านเมือง
การพัฒนาค่านิยมในความเป็นครูนั้นนอกจากจะพัฒนาความรู้สึกของผู้ประกอบวิชาชีพตามหลักการที่กล่าวมาแล้วบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครูทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันพัฒนาโดยอาศัยแนวทางดังต่อไปนี้
1. ผู้มีหน้าที่บังคับบัญชาครูอาจารย์ทุกระดับชั้นจะต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านคุณธรรมจริยธรรม
2. ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับจรรยามารยาทของครูเพื่อให้ครูอาจารย์ทุกระดับชั้นได้รับรู้และนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังหากครูอาจารย์บุคคลใดฝ่าฝืนหลังจากได้รับการว่ากล่าวตักเตือนพอสมควรแล้วยังไม่ดีขึ้นก็ควรลงโทษตามความเหมาะสม
3. จัดกิจกรรมที่เป็นการเสริมสร้างค่านิยมและคุณธรรมความเป็นครูเช่นการจัดประกวดครูดีเด่นในด้านต่างๆการฝึกอบรมมารยาทแก่ครูการฝึกสมาธิและการปฏิบัติธรรมหรือการฟังปาฐกถาธรรมเป็นต้น
4. จัดให้มีการทบทวนชี้แจงด้านคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมของครูอย่างสม่ำเสมอ
5. ประกาศเกียรติคุณแก่ครูอาจารย์ผู้มีความสามารถดีเด่นในด้านต่างๆตลอดจนการจัดให้มีการส่งเสริมสวัสดิการแก่ครูอาจารย์และครอบครัวที่มีคุณธรรมดีเด่นเช่นการมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรเป็นต้น
6. การสอบบรรจุและการปฐมนิเทศครูบรรจุใหม่ควรบรรจุเรื่องคุณธรรมและค่านิยมของครูไว้ด้วยเพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ครูได้หันมาสนใจในสิ่งเหล่านี้บ้างตามสมควร
7. ทำการวิจัยเพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมของครู
8. จัดหาเอกสารเพื่อการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมของครูอาจารย์ได้อ่านกันอย่างทั่วถึง
9. สถาบันที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูต้องเร่งรัดพัฒนาวิชาชีพครูให้ก้าวหน้าโดยการส่งเสริมความก้าวหน้าของครูอาจารย์ให้มากที่สุด
10. การให้ทุนและการให้งานแก่นักศึกษาที่เลือกเรียนครูวิธีการนี้จะช่วยให้บุคคลมีความสนใจในความเป็นครูมากขึ้นเพราะมีเครื่องล่อใจและจะได้บุคคลที่มีสติปัญญาค่อนข้างสูงรวมทั้งบุคคลที่มีความประพฤติและบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับความเป็นครูยิ่งขึ้นตามวิธีการนี้บุคคลที่มีสิทธิได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนควรจะต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไม่ต่ำกว่า 3.00 เมื่อสอบคัดเลือกเข้าเรียนได้จะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดเช่นผลการเรียนในแต่ละปีจะต้องไม่ต่ำกว่า 2.75 หากทำไม่ได้ตามเกณฑ์ก็จะถูกตัดสิทธิในการรับทุนและการบรรจุเข้าทำงาน
แนวคิดการปลูกฝังค่านิยมต่อศิษย์
แนวคิดวิธีการปลูกฝังค่านิยมเป็นเรื่องยากเพราะเป็นเรื่องของจิตใจศรัทธาและความเชื่อครูจะต้องเป็นผู้ให้ความรู้แก่นักเรียนโดยวิธีการต่อไปนี้
1. การอบรมสั่งสอนคือพยายามยกตัวอย่างอธิบายที่เป็นรูปธรรมให้นักเรียนเห็นแนวความคิดทางปฏิบัติให้ได้เช่นต้องการให้นักเรียนเลิกเล่นการพนันครูต้องอธิบายให้เข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงเลิกเล่นการพนันได้ในการเรียนการสอนครูควรสอดแทรกค่านิยมที่ดีไว้ด้วยเสมอและติดตามการปฏิบัติตัวของนักเรียนด้วย
2. การชักจูงให้เชื่อตามครูที่มีความสามารถชักจูงให้ศิษย์ประพฤติคล้อยตามได้จะต้องเป็นครูที่สร้างศรัทธาหลายๆด้านต่อศิษย์เช่นมีวาทศิลป์มีจิตวิทยาสูงมีบุคลิกภาพสอนดีและเป็นแบบอย่างที่ดีเมื่อศิษย์เกิดความเชื่อถือแล้วครูย่อมจูงใจให้ประพฤติปฏิบัติและยึดถือค่านิยมที่ดีได้ง่ายเช่นความเมตตากรุณาความเอื้อเฟื้อความเสียสละความกล้าหาญตลอดจนสร้างค่านิยมในวัฒนธรรมไทย
3. การกระทำตัวเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของครูเป็นสิ่งสำคัญครูจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างอยู่เสมอคือครูจะต้องไม่สูบบุหรี่ไม่ดื่มเหล้าศรัทธาของศิษย์จึงจะมีในตัวครูการอบรมสั่งสอนใดๆย่อมมีประโยชน์ครูควรยึดมั่นในคุณธรรมย่อมเป็นแม่บทที่ดีในด้านความประพฤติของศิษย์ความโน้มเอียงต่างๆของศิษย์ก็จะเป็นไปแต่ในทางที่ดีเช่นกัน
4. การให้รางวัลและลงโทษเป็นวิธีการจูงใจเพื่อนำไปสู่จุดหมายที่ต้องการหรือความต้องการที่มีผลตอบสนองการจูงใจมีทั้งทางบวกเช่นการให้รางวัลการชมเชยเป็นต้นและการจูงใจในทางลบเช่นการทำโทษคาดโทษตำหนิเป็นต้นการกระทำทั้งสองอย่างนี้อย่ากระทำพร่ำเพรื่อควรดูโอกาสและเวลาที่เหมาะสมด้วย
ค่านิยมและจริยธรรมที่ครูควรปลูกฝังแก่ศิษย์
ครูมีหน้าที่โดยตรงในการปลูกฝังค่านิยมและจริยธรรมเพราะครูมีหน้าที่ในการสอนอบรมสั่งสอนจึงควรถ่ายทอดค่านิยมและจริยธรรมให้แก่ศิษย์ดังต่อไปนี้คือ
1. เคารพผู้อาวุโสและครูอาจารย์
2. รักบิดามารดาและญาติพี่น้อง
3. จงรักภักดีต่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์
4. มาโรงเรียนด้วยเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย
5. รักษาโรงเรียนและชั้นเรียนให้สะอาดเรียบร้อย
6. นั่งยืนและเดินให้องอาจมีสง่า
7. บริหารร่างกายทุกวัน
8. ทำการบ้านให้เสร็จเรียบร้อยตามกำหนด
9. ตั้งใจเรียน
10. เชื่อฟังคำแนะนำและประพฤติปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ
11. ประพฤติดีทุกวาระ
มาตรฐานวิชาชีพ
ความหมาย
“มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา” หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ และคุณภาพที่พึงประสงค์ในการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติปฏิบัติตาม ประกอบด้วย มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงานและมาตรฐานการปฏิบัติตน
“มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ” หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับความรู้และ
ประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษา ซึ่งผู้ต้องการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องมีเพียงพอที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้
“มาตรฐานการปฏิบัติงาน” หมายความว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะหรือการแสดงพฤติกรรมการปฏิบัติงานและการพัฒนางาน ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์และเป้ าหมายการเรียนรู้ หรือการจัดการศึกษา รวมทั้งต้องฝึกฝนให้มีทักษะหรือความชำนาญสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“มาตรฐานการปฏิบัติตน” หมายความว่าจรรยาบรรณของวิชาชีพที่กำหนดขึ้นเป็นแบบแผน
ในการประพฤติตนซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ
ชื่อเสียงและฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคมอันจะนำมาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ
มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ
ผู้ประกอบวิชาชีพครูต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาหรือเทียบเท่า
หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรองโดยมีมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพดังต่อไปนี้
(ก) มาตรฐานความรู้ประกอบด้วยความรู้ดังต่อไปนี้
1. ความเป็นครู
2. ปรัชญาการศึกษา
3. ภาษาและวัฒนธรรม
4. จิตวิทยาสำหรับครู
5. หลักสูตร
6. การจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน
7. การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
8. นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
9. การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้
10. การประกันคุณภาพการศึกษา
11. คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณ
(ข) มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีและผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนดดังต่อไปนี้
1. การฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียน
2. การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ
มาตรฐานการปฏิบัติงาน
ผู้ประกอบวิชาชีพครูต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติงานดังต่อไปนี้
1. ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
2. ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆโดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผู้เรียน
3. มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตเต็มตามศักยภาพ
4. พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏิบัติได้จริงในชั้นเรียน
5. พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
6. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์คิดสร้างสรรค์โดยเน้นผลถาวรที่เกิดแก่ผู้เรียน
7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบ
8. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน
9. ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์
10. ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์
11. แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา
12. สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์
มาตรฐานการปฏิบัติตน
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ
จรรยาบรรณครู
วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่ได้รับการยกย่องจากสังคมทั่วไปเช่นเดียวกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆเช่นแพทย์วิศวกรทนายความสถาปนิกวิชาชีพเหล่านี้ต่างมีจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติและเป็นการสร้างความเชื่อถือให้เกิดในวิชาชีพเหล่านั้นด้วย
โดยทั่วไปจรรยาบรรณไม่ใช่ข้อบังคับแต่เป็นแนวทางในวิชาชีพที่ผู้มีอาชีพนั้นๆยึดถือปฏิบัติจรรยาบรรณวิชาชีพทุกสาขามีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือสร้างความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพและยกระดับวิชาชีพของตนให้เป็นที่ยอมรับในสังคมด้วย
ความหมายของจรรยาบรรณ (Ethics Codes)
คำว่า “จรรยาบรรณ” ประกอบด้วยคำ 2 คำคือ
1. จรรยาหมายถึงความประพฤติ
2. บรรณหมายถึงหนังสือ
เมื่อนำมารวมกันแล้ว “จรรยาบรรณ” จึงหมายถึงหนังสือหรือเอกสารที่กล่าวถึงสิ่งที่ผู้อยู่ในอาชีพนั้นควรประพฤติปฏิบัติเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติยศและฐานะของวิชาชีพนั้นๆ
ราชบัณฑิตยสถาน (2525: 212-213) อธิบายว่า “จรรยา” เป็นคำนามหมายถึงความประพฤติกริยาที่ควรปฏิบัติในหมู่คณะเช่นจรรยาแพทย์จรรยาครูเป็นต้น “จรรยา” นิยมใช้ในทางที่ดีหากใช้คำว่า “ไม่มีจรรยา” หมายความว่าไม่มีความประพฤติที่ดีส่วนคำว่า “จรรยาบรรณ” หมายถึงประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้นเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิกซึ่งอาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้
ไกรนุชศิริพูล (2531: 113) กล่าวว่าจรรยาบรรณเป็นแบบแผนที่สังคมวิชาชีพกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมการปฏิบัติตนของสมาชิกในวิชาชีพนั้นๆอันเกิดจากการที่ไม่สามารถจะควบคุมตนเองได้จรรยาบรรณจึงมีการควบคุมจากภายนอกมากกว่าคุณธรรม
ดังนั้น “จรรยาบรรณ” จึงหมายถึงประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพแต่ละอาชีพกำหนดขึ้นเพื่อให้สมาชิกปฏิบัติตามและควบคุมความประพฤติของสมาชิกให้ปฏิบัติตนในทางที่ดีมีเกียรติในสังคม
ความสำคัญของจรรยาบรรณ
จรรยาบรรณมีความสำคัญดังนี้
1. ช่วยควบคุมมาตรฐานรับประกันคุณภาพที่ถูกต้องในการประกอบอาชีพในการผลิตและการค้า
2. ช่วยควบคุมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพ
3. ช่วยส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพและปริมาณที่ดีมีคุณค่าและเผยแพร่ให้รู้จักเป็นที่นิยมเชื่อถือ
4. ช่วยส่งเสริมจริยธรรมของผู้ประกอบอาชีพ
5. ช่วยลดปัญหาอาชญากรรมลดปัญหาการคดโกงเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัวและแก่ได้ฯลฯ
6. ช่วยเน้นให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นในภาพพจน์ที่ดีของผู้มีจริยธรรม
7. ช่วยทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิตามกฎหมายสำหรับผู้ประกอบอาชีพให้เป็นไปถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ความหมายของจรรยาบรรณครู
ไกรนุชศิริพูล (2531: 113) กล่าวว่าจรรยาบรรณของครูคือหนังสือหรือเอกสารที่ว่าด้วยกริยาที่ครูควรประพฤติปฏิบัติ
ยนต์ชุ่มจิต (2541: 197) กล่าวว่าจรรยาบรรณของครูหมายถึงประมวลความประพฤติหรือกริยาอาการที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูควรปฏิบัติเพื่อรักษาส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของความเป็นครู
จึงสรุปได้ว่าจรรยาบรรณของครูหมายถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดความดีงามแก่ตัวครูและอาชีพครู
ประวัติจรรยาบรรณครูไทย
อาชีพทุกสาขาต้องมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพของตนกำหนดไว้เช่นเดียวกับอาชีพครูแต่ในสมัยโบราณอาชีพครูไทยยังไม่มีจรรยาบรรณเป็นลายลักษณ์อักษรครูไทยจะยึดถือเอาแนวคำสอนตามพุทธศาสนาเป็นหลักปฏิบัติต่อๆมาจนกระทั่งในพ.ศ. 2506 ม.ล.ปิ่นมาลากุลซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภาในสมัยนั้นได้ออกระเบียบจรรยาบรรณสำหรับครูไทยขึ้นมาพร้อมกัน 2 ฉบับ
ฉบับที่ 1 เรียกว่า “ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยวินัยตามระเบียบประเพณีของครูพ.ศ. 2506”
1. ครูต้องสนับสนุนและปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลด้วยความบริสุทธิ์ใจ
2. ครูต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของครูให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของสถานศึกษา
3. ครูต้องสุภาพเรียบร้อยเชื่อฟังและไม่แสดงความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของสถานศึกษาในการปฏิบัติหน้าที่การงานห้ามมิให้กระทำข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตนเว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งชั่วคราว
4. ครูต้องอุทิศเวลาของตนให้สถานศึกษาจะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานมิได้
5. ครูต้องประพฤติตนอยู่ในความสุจริตและปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์เที่ยงธรรม
6. ครูต้องรักษาชื่อเสียงของครูมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วห้ามมิให้ประพฤติการใดๆอันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์และชื่อเสียงของครูเช่นประพฤติตนเป็นคนเสเพลเสพเครื่องดองของเมาจนไม่อาจครองสติได้มีหนี้สินรุงรังหมกมุ่นในการพนันกระทำผิดอาญาประพฤติผิดในทางประเวณีต่อบุคคลหรือคู่สมรสของผู้อื่นกระทำหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำอื่นใดอันอาจทำให้เสื่อมเสียชื่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ของตน
7. ครูต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์และไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม
8. ครูต้องถือและปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของสถานศึกษา
9. ครูต้องรักษาความสามัคคีระหว่างครูและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหน้าที่การงาน
10. ครูต้องรักษาความลับของศิษย์ผู้ร่วมงานและสถานศึกษา
ฉบับที่ 2 เรียกว่า “ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยจรรยามารยาทตามระเบียบประเพณีของครูพ.ศ. 2506”
1. ครูควรมีศรัทธาในอาชีพครูและให้เกียรติแก่ครูด้วยกัน
2. ครูควรบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู
3. ครูใฝ่ใจศึกษาหาความรู้ความชำนาญอยู่เสมอ
4. ครูตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ
5. ครูควรร่วมมือกับผู้ปกครองในการอบรมสั่งสอนเด็กอย่างใกล้ชิด
6. ครูควรรู้จักเสียสละและรับผิดชอบในหน้าที่การงานทั้งปวง
7. ครูควรรักษาชื่อเสียงของคณะครู
8. ครูควรรู้จักมัธยัสถ์และพยายามสร้างฐานะของตนเอง
9. ครูควรยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือและไม่ลบหลู่ศาสนาอื่น
10. ครูควรบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม
ต่อมาจรรยาบรรณทั้งสองฉบับนี้ได้ถูกยกเลิกเนื่องจากจรรยาบรรณพ.ศ. 2506 นี้มิได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการคุรุสภาเกรงว่าครูอาจารย์จะเกิดความสับสนในทางปฏิบัติดังนั้นคุรุสภาจึงได้ปรับปรุงจรรยาบรรณครูขึ้นใหม่และประกาศใช้ในปี 2526 จรรยาบรรณฉบับนี้ได้ใช้ติดต่อกันมาถึง 12 ปีประกอบกับสภาพสังคมเศรษฐกิจตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปมากจึงมีมติให้แก้ไขปรับปรุงจรรยาบรรณครูเพื่อกำหนดระเบียบว่าด้วยจรรยามารยาทและวินัยเพื่อให้ครูยึดถือเป็นแนวปฏิบัติและประพฤติตนสืบไป
จรรยาบรรณครู
จรรยาบรรณครูพ.ศ. 2539 มีทั้งหมด 9 ข้อดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
2. ครูต้องอบรมสั่งสอนฝึกฝนสร้างเสริมความรู้ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามให้เกิดแก่ศิษย์อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
3. ครูต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งกายวาจาและจิตใจ
4. ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกายสติปัญญาจิตใจอารมณ์และสังคมของศิษย์
5. ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติและไม่ใช่ให้ศิษย์กระทำการใดๆอันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ
6. ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการเศรษฐกิจสังคมและการเมืองอยู่เสมอ
7. ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครูและสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพครู
8. ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์
9. ครูพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาวัฒนธรรมไทย
ผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นครูจึงควรศึกษาจรรยาบรรณของครูให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ในแต่ละข้อเพื่อจะได้ปฏิบัติตามนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าในอาชีพเป็นบุคคลที่ควรแก่การเคารพยกย่องตามที่สังคมคาดหวังไว้
จรรยาบรรณอาจารย์
นอกจากจรรยาบรรณครูแล้วยังมีจรรยาบรรณของอาจารย์อีกด้วยเนื่องจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแต่ละแห่งต้องดูแลมาตรฐานการประกอบวิชาชีพของอาจารย์และกำกับดูแลความประพฤติของอาจารย์ให้ประพฤติตนให้เหมาะสมกับอาชีพ
ในปีพ.ศ. 2543 ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ (ปอทม.) ได้กำหนดจรรยาบรรณอาจารย์มหาวิทยาลัยดังนี้
1. อาจารย์พึงดำรงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์และบุคคลทั่วไปทั้งด้านส่วนตัวและการงาน
2. อาจารย์พึงสอนศิษย์อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจช่วยเหลือและปฏิบัติต่อศิษย์อย่างมีเมตตาและเป็นธรรม
3. อาจารย์พึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบเสียสละอดทนซื่อสัตย์สุจริต
4. อาจารย์พึงปฏิบัติงานโดยมีเสรีภาพทางวิชาการไม่ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลหรือผลประโยชน์ใด
5. อาจารย์พึงหมั่นศึกษาค้นคว้าติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
6. อาจารย์พึงปฏิบัติหน้าที่วิจัยที่มีจรรยาบรรณของนักวิจัยตามข้อกำหนดของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
7. อาจารย์พึงปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานเยี่ยงกัลยาณมิตรช่วยเหลือส่งเสริมและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
8. อาจารย์พึงสร้างเสริมความสามัคคีในหมู่คณะและมีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัย
9. อาจารย์พึงปฏิบัติตนด้วยความรับผิดชอบต่อผู้อื่นสังคมและประเทศชาติ
สำหรับรายละเอียดในการปฏิบัติให้เป็นไปตามจรรยาอาจารย์มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งพึงกำหนดขึ้นตามความเหมาะสมและให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร
สมรรถนะวิชาชีพครู
ความหมายของสมรรถนะวิชาชีพครู
สมรรถนะ เป็นคุณลักษณะพื้นฐานของบุคคล ซี่งมีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผลหรือเป็นไปตามเกณฑ์ หรือการมีผลงานที่โดดเด่นกว่าในการทำงานหรือสถานการณ์นั้น
สมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา (Teachers and personnels competency) หมายถึง พฤติกรรมซึ่งเกิดจากการรวมความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) คุณลักษณะ(Character) ทัศนคติ (Attitude) และแรงจูงใจ (Motivation) ของบุคคล และส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่อย่างโดดเด่น
สมรรถนะ มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
1. ความรู้ (Knowledge)
2. ทักษะ (Skills)
3. คุณลักษณะส่วนบุคคล (Attributes)
ประเภทของสมรรถนะ
สมรรถนะ มี 2 ประเภท คือ
1. สมรรถนะหลัก (Core Competency)
สมรรถนะที่ 1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน (Working Achievement Motivation) หมายถึง ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานในหน้าที่ให้มีคุณภาพ ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยมีการวางแผน กำหนดเป้าหมาย ติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน และปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพและผลงานอย่างต่อเนื่อง
สมรรถนะที่ 2 การบริการที่ดี (Service Mind) หมายถึง ความตั้งใจและความเต็มใจในการให้บริการ และการปรับปรุงระบบบริการให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ
สมรรถนะที่ 3 การพัฒนาตนเอง (Self- Development) หมายถึง การศึกษาค้นคว้า หาความรู้ ติดตามและแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการและวิชาชีพ มีการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาตนเอง และพัฒนางาน
สมรรถนะที่ 4 การทำงานเป็นทีม (Team Work) หมายถึง การให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุนเสริมแรงให้กำลังใจแก่เพื่อนร่วมงาน การปรับตัวเข้ากับผู้อื่นหรือทีมงาน แสดงบทบาทการเป็นผู้นำหรือผู้ตามได้อย่างเหมาะสมในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อสร้างและดำรงสัมพันธภาพของสมาชิก ตลอดจนเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย
สมรรถนะที่ 5 จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพครู (Teacher’s Ethics and Integrity) หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน และสังคม เพื่อสร้างความศรัทธาในวิชาชีพครู
2. สมรรถนะประจำสายงาน (Functional Competency)
สมรรถนะที่ 1 การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (Curriculum and Learning Management) หมายถึง ความสามารถในการสร้างและพัฒนาหลักสูตรการออกแบบการเรียนรู้อย่างสอดคล้องและเป็นระบบ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้และพัฒนาสื่อนวัตกรรมเทคโนโลยี และการวัด ประเมินผล การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด
สมรรถนะที่ 2 การพัฒนาผู้เรียน (Student Development) หมายถึง ความสามารถในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม การพัฒนาทักษะชีวิต สุขภาพกาย และสุขภาพจิต ความเป็นประชาธิปไตย ความภูมิใจในความเป็นไทย การจัดระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ
สมรรถนะที่ 3 การบริหารจัดการชั้นเรียน (Classroom Management) หมายถึง การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ การจัดทำข้อมูลสารสนเทศและเอกสารประจำชั้นเรียน/ประจำวิชา การกำกับดูแลชั้นเรียนรายชั้น/รายวิชา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความสุข และความปลอดภัยของผู้เรียน
สมรรถนะที่ 4 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Analysis & Synthesis & Classroom Research) หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจ แยกประเด็นเป็นส่วนย่อย รวบรวม ประมวลหาข้อสรุปอย่างมีระบบและนำไปใช้ในการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งสามารถวิเคราะห์องค์กรหรืองานในภาพรวมและดำเนินการแก้ปัญหา เพื่อพัฒนางานอย่างเป็นระบบ
สมรรถนะที่ 5 ภาวะผู้นำครู (Teacher Leadership) หมายถึง คุณลักษณะและพฤติกรรมของครูที่แสดงถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ส่วนบุคคล และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนโดยปราศจากการใช้อิทธิพลของผู้บริหารสถานศึกษา ก่อให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพ
สมรรถนะที่ 6 การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการจัดการเรียนรู้ (Relationship & Collaborative – Building for Learning Management) หมายถึง การประสานความร่วมมือ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี และเครือข่ายกับผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น